ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,348 รายการ

พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรมสองพระหัตถ์ ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด ประวัติ พบในเขต อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด โดยนายวีระ วุฒิจำนงค์ มอบให้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน เป็นแหล่งอารยธรรมพื้นที่มีความเจริญมาเป็นระยะเวลายาวนานและมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์ และสมัยประวัติศาสตร์ โดยสมัยหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์ มีวัฒนธรรมที่สำคัญที่เรียกว่า วัฒนธรรมทวารวดีในอีสาน ที่สามารถแบ่งย่อยจากรูปแบบงานศิลปกรรมที่พบได้อีก ๓ ระยะ คือ สมัยทวารวดีอย่างแท้จริง พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๕ และสมัยทวารวดีแบบท้องถิ่น พุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๖ ตัวอย่างงานศิลปกรรมประเภทพระพุทธรูป ศิลปะทวารวดีที่พบในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดองค์นี้ มีพุทธลักษณะ พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยม พระขนงต่อกันคล้ายปีกกา พระเนตรโปนเหลือบต่ำ พระนาสิกใหญ่ พระโอษฐ์หนา ตามรูปแบบของพระพักตร์แบบพระพุทธรูปศิลปะทวารวดี ขมวดพระเกศาเป็นเม็ดกลมขนาดเล็ก อุษณีษะเป็นมวยผมมีพระรัศมีเป็นต่อมกลมคล้ายดอกบัวตูมหรือลูกแก้ว ตามอิทธิพลศิลปะอินดีย สมัยปาละ พระพุทธรูปอยู่ในอิริยาบถยืน แสดงธรรมทั้งสองพระหัตถ์ในระดับพระอุระ ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นใหม่ในศิลปะทวารวดี ต่างจากต้นแบบในศิลปะอินเดียที่แสดงธรรมด้วยพระหัตถ์ขวา และพระหัตถ์ซ้ายจับชายจีวร การครองจีวร ครองแบบห่มคลุม ชายจีวรด้านหลังตกลงมาตรงๆ ถึงข้อพระบาทพับเป็นริ้วจีบเล็กน้อยทั้งสองข้าง มีเส้นต่อชายจีวรพาดพระกรทั้งสองข้างตกลงมาด้านหน้าเป็นวงโค้งที่กึ่งกลางพระชงฆ์ ตามรูปแบบของพระพุทธรูปยืนในศิลปะทวารวดี จากรูปแบบที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่าพระพุทธรูปองค์นี้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดีย โดยเฉพาะสมัยปาละ มาผสมผสานกับลักษณะที่เป็นท้องถิ่น จนเกิดเอกลักษณ์ทางรูปแบบศิลปะที่เรียกว่า ศิลปะทวารวดีอย่างแท้จริง พระพุทธรูปยืนสำริด ปางแสดงธรรมสองพระหัตถ์ลักษณะเดียวกันนี้ พบในเมืองทวารวดีอีกหลายแห่ง เช่น เมืองโบราณอู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เมืองฝ้าย อ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ เป็นต้น แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของผู้คนสมัยทวารวดีในแต่ละพื้นที่ที่สะท้อนผ่านงานพุทธศิลป์ บรรณานุกรม เชษฐ์ ติงสัญชลี. พระพุทธรูปอินเดีย. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๕๔. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. ทวารวดีในอีสาน. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๘. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๒. นนทบุรี : เมืองโบราณ. ๒๕๖๒.


#หนังสือเด็กดี วันนี้ขอเชิญทุกท่านมาสนุกกับหนังสือเรื่อง #พี่ด้วงใหญ่ไปปิกนิก . นิทานสองภาษา (ภาษาไทย-อังกฤษ) “พี่ด้วงใหญ่ไปปิกนิก” เป็นเรื่องราวของพี่ด้วงใหญ่ที่ชวนเพื่อน ๆ ไปปิกนิกด้วยกัน ระหว่างทางทุกคนช่วยกันเตรียมของและเดินทางอย่างสนุกสนาน แต่ก็มีอุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ทุกตัวช่วยกันแก้ไขปัญหา ไม่ทะเลาะกัน และแบ่งปันสิ่งของกัน สุดท้ายพวกเขาก็ได้ปิกนิกอย่างมีความสุข ได้กินอาหาร เล่นสนุก และเรียนรู้ว่าการช่วยเหลือกัน ความสามัคคี และการแบ่งปัน เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ทุกคนมีความสุขร่วมกัน . น้อง ๆ หนู ๆ หรือคุณพ่อคุณแม่ท่านใดสนใจ เชิญมาอ่านกันได้ที่ #ห้องหนูรักหนังสือ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา . บรรณานุกรม ชมพูนุท เหลืองอังกูร. พี่ด้วงใหญ่ไปปิกนิก. กรุงเทพฯ: สถาพรบุ๊คส์, 2568. เลขเรียกหนังสือ : ย ช172พ . แนะนำโดย #ป้าอ้อม นางอุษา ลีลามโนธรรม เจ้าพนักงานห้องสมุดชำนาญงาน กราฟิกโดย นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย บรรณารักษ์ปฏิบัติการ #NLTKORAT #มิตรภาพ #เสริมสร้างจินตนาการ #ด้วงกับเธอSeries #หนังสือแนะนำ #หนังสือน่าอ่าน #แนะนําหนังสือน่าอ่าน #หนังสือเด็ก #นิทานเด็ก


เลขทะเบียน   0886


กิจกรรม “ภัณฑารักษ์ชวนชม” (Curators’ Choice)



                   สาระอีสาน นำเสนอและเผยแพร่เกร็ดความรู้ต่าง ๆ จากข้อมูลท้องถิ่นอีสานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน วันนี้นำเสนอเรื่อง บายศรีสู่ขวัญ ประเพณีดั้งเดิมของไทยและอีสาน พิธีเรียกขวัญเพื่อความเป็นสิริมงคลและเสริมกำลังใจ เรียบเรียงโดย นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย บรรณารักษ์ปฏิบัติการ เนื้อหามีดังนี้                   มาเด้อขวัญเอ้ย ประโยคที่เรามักได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ที่ผู้ใหญ่มักจะพูดกับเราเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีคำเรียกที่แตกต่างกัน อย่างเช่นที่จังหวัดนครราชสีมา จะใช้ภาษาโคราช ซึ่งเป็นคำว่า “ขวัญเอยมากู๊” เพื่อเป็นการเรียกขวัญให้กลับคืนมาอยู่กับตัว                   การเรียกขวัญ การสู่ขวัญ หรือ สูตรขวัญ ของชาวอีสานมีวัฒนาการมาจากพิธีของพราหมณ์ และศาสนาพุทธ โดยมีการเลือกสรรเอาส่วนที่ดีมาปรับใช้และได้ยึดถือปฏิบัติเป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งของชาวอีสานสืบมาตราบปัจจุบัน เป็นเรื่องเกี่ยวกับขวัญหรือจิตใจ ซึ่งจะก่อให้เกิดขวัญหรือกำลังใจที่ดีขึ้น ชาวอีสานเห็นความสำคัญในทางจิตใจอย่างมาก ดังนั้น วิถีการดำเนินชีวิตแทบทุกโอกาสจึงมักมีการสู่ขวัญควบคู่กันไปเสมอ เพื่อเป็นการเสริมพลังทางจิตใจ การสู่ขวัญจึงมีหลายประเภทและมีกลอนที่แตกต่างกันไป เช่น สู่ขวัญเด็กน้อย สู่ขวัญนาค สู่ขวัญบ่าวสาวกินดอง สู่ขวัญคนเจ็บป่วย สู่ขวัญข้าว สู่ขวัญผู้กลับมาจากทางไกล และสู่ขวัญเพื่อความสวัสดีมีชัย                   พิธีบายศรีสู่ขวัญ ถือเป็นประเพณีดั้งเดิมที่เชื่อว่าจะเป็นสิริมงคลเกิดความสวัสดีกับผู้รับขวัญหรือเจ้าของขวัญ เดิมทีเข้าใจว่าจะทำกันในหมู่ชนชั้นเจ้านายผู้ใหญ่เพื่อให้เกิดสิริมงคล นอกจากภาคอีสานแล้วยังมีการปฏิบัติในภาคอื่น ๆ ของไทยด้วยเช่นกัน สำหรับช่วงนี้ เราจะเห็นกิจกรรมบายศรีสู่ขวัญได้ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่จัดพิธีขึ้นเพื่อต้อนรับนักศึกษาใหม่เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เนื่องจากการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจะมีนักศึกษาจากต่างพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วทุกภูมิภาคเข้ามาเรียนร่วมกัน และบางคนยังเป็นการออกมาใช้ชีวิตด้วยตนเองเพียงคนเดียวลำพังโดยห่างจากครอบครัวเป็นครั้งแรก พิธีบายศรีสู่ขวัญจึงเปรียบเสมือนการให้กำลังใจ เพื่อจะได้ช่วยให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีสติสัมปชัญญะที่มั่นคง ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญญาและความมุ่งมั่นทุ่มเทไปสู่เป้าหมายสามารถเอาชนะฟันผ่าอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นได้ต่อไป                   สำหรับขั้นตอนและการเตรียมพิธีกรรม ประกอบด้วย หมอขวัญหรือหมอพราหมณ์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่เรียกขวัญในพิธีกรรมสู่ขวัญ มีเครื่องใช้ในพิธีสู่ขวัญว่า บายศรี ซึ่งทำด้วยใบตองกล้วยเย็บเป็นกรวยเรียงกันประดับด้วยดอกไม้สด เช่น ดอกดาวเรือง ดอกมะลิ ดอกบานไม่รู้โรย ดอกจำปาขาว (ดอกลั่นทม) จัดเป็นระเบียบอยู่บนพานหรือโตก ปกตินิยมจัดด้วยพานทองเหลือง หมอพราหมณ์บางท่านให้แยกพาขวัญสำหรับใส่เครื่องใช้ประจำตัวของผู้เข้าพิธีสู่ขวัญ อันได้แก่ กระจกส่องหน้า หวีเส้นผมตัดจากศีรษะเล็กน้อย เล็บ ผ้าขาวและเครื่องประดับอื่น ๆ ต่างหาก ส่วนพานบายศรีจะใส่ธูปเทียน ขนมไทย ผลไม้นิยมเป็นกล้วยน้ำว้าและเส้นด้ายไว้สำหรับผูกข้อมือ (ผูกแขน) โดยมีการวางไว้อย่างเป็นระเบียบตามช่องดอกไม้ แต่โดยทั่วไปจะใช้เพียงพานเดียวรวมเรียกว่าพาขวัญ หรือ พานบายศรี                   เมื่อเตรียมการครบถ้วน พิธีสู่ขวัญจะเริ่มขึ้น โดยทุกคนนั่งล้อมวงรอบพาขวัญ เจ้าของขวัญจับพาขวัญไว้ ผู้ใหญ่จะนั่งด้านเหนือ แขกนั่งด้านใต้ หมอทำขวัญตั้งจิตอธิษฐานและสวดบาลีเชิญเทพยดาให้มาอวยพรตามวัตถุประสงค์ของพิธี มีการเปล่งเสียงรับขวัญ “มาเด้อขวัญเอ้ย” เป็นช่วง ๆ                   หลังสวดจบ จะมีการเจิมน้ำสุรา (ฟายเหล้า) ที่มือผู้รับขวัญ จากนั้นหมอพราหมณ์จะเริ่มผูกข้อมือ พร้อมวางไข่หรือขนมจากพาขวัญไว้บนมือเจ้าของขวัญ ระหว่างนั้นผู้รับขวัญยกมือพนมแสดงความเคารพ พอผูกครบทุกคนแล้ว จึงร่วมรับประทานอาหาร เป็นอันเสร็จพิธี                   พิธีบายศรีสู่ขวัญ จึงเปรียบเสมือนพิธีกรรมเพื่อเรียกขวัญและให้กำลังใจแก่ผู้รับขวัญ โดยมีการสวดมนต์ เจิม ผูกข้อมือ และเลี้ยงอาหาร เพื่อความเป็นสิริมงคล ทั้งนี้ พิธีบายศรีสู่ขวัญยังได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. 2556 อีกด้วย บรรณานุกรม • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรมและงานเทศกาล. กรุงเทพฯ: สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, 2560. • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. มรดกภูมิปัญญาอีสาน. กรุงเทพฯ: สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, 2561. • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. ประเพณีและพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต : พิธีบายศรีสู่ขวัญ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 3 กรกฎาคม 2568, จาก: https://ich.culture.go.th/article/detail/63d87cb0ceb64ebe6772f0bd • จารุบุตร เรืองสุวรรณ. ของดีอีสาน. กรุงเทพฯ: ม.ป.พ., 2549. • สถาพร พันธุ์มณี, ทองเลี่ยม เวียงแก้ว และประทวน บุญปก. “บายศรี”.  สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน. 7. (2542): 2392-94.


ชื่อเรื่อง                     หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 12 ฉบับที่ 671 (10 ม.ค.2513)ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นสถานที่พิมพ์               สุพรรณบุรีสำนักพิมพ์                 มนัสการพิมพ์ปีที่พิมพ์                    2513ลักษณะวัสดุ               12 หน้า. : กว้าง 40 ซ.ม. ยาว 54.5 ซ.ม.ภาษา                       ไทย


ผู้แต่ง : สมถวิล เทพยศปีที่พิมพ์ : 2532สถานที่พิมพ์ : แพร่ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์ไทยอุตสาหการพิมพ์      ประวัติและผลงานของศรีวิใจ (โข้) เป็นหนังสือที่รวบรวมประวัติชีวิตของศรีวิใจ ศรีวิใจโข้ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2400 เป็นบุตรคนที่สี่ ของเจ้าน้อยเทพและนางแก้ว เทพยศ ศรีวิใจโข้ เป็นนักกลอนหรือนักกวี ได้ประพันธ์บทกวีว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ค่าวประวัติเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ และยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับ การฮ่ำบอกไฟ (บ้องไฟ) (จรวดไม้ไผ่) การฮ่ำฉลองวัดร่องกาศ


แบ่งการจัดแสดงออกเป็นหัวข้อต่าง ๆ ดังต่อไปนี้      ๑. มรดกดีเด่นทางวัฒนธรรม เช่น สถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยว ปูชนียวัตถุที่สำคัญคู่บ้านคู่เมือง ประเพณีวัฒนธรรม เทศกาลงานประเพณีอาหารพื้นบ้านและหัตถกรรมพื้นบ้าน เป็นต้น     ๒. มรดกดีเด่นทางธรรมชาติ ได้แก่ สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญทางธรรมชาติ เช่น อุทยานหินเขางู โป่งยุบ แก่งส้มแมว เป็นต้น รวมทั้งต้นไม้และพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดราชบุรี     ๓. บุคคลสำคัญ ได้แก่ บุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงและทำคุณประโยชน์ให้แก่จังหวัดในด้านต่าง ๆ เช่น ปูชนียบุคคลที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ บุคคลสำคัญทางด้านทหาร การเมืองและการปกครอง รวมทั้งบุคคลสำคัญทางด้านวัฒนธรรมและศิลปินเพลงพื้นบ้านต่าง ๆ




รับสมัครนักวิชาการเงิน



วันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๐ นางธาดา สังข์ทอง หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร นำข้าราชการ พนักงานราชการ ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันปิยมหาราช พร้อมหัวหน้าส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดกำแพงเพชร ศูนย์ราชการจังหวัดกำแพงเพชร  


https://bookshop.finearts.go.th/


black ribbon.