ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,702 รายการ

เรื่อง พระพิมพ์ล้านนา ตอนที่ ๓ (ตอนจบ)  ๐ พระพิมพ์โลหะในล้านนา : พระพิมพ์โลหะดุนนูนในแบบศิลปะหริภุญไชย มีการทำเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย ทำจากแผ่นโลหะมีค่า เช่น แผ่นทองคำ เงิน และ สำริด สำหรับพระพิมพ์โลหะในศิลปะล้านนา นิยมทำรูปพระพุทธรูป ประทับนั่งขัดสมาธิราบปางมารวิชัย ประทับใต้ซุ้มโพธิ์ พบในแหล่งโบราณคดีสมัยล้านนาที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เป็นต้นมา ๐ แผงพระพิมพ์ : แผงพระพิมพ์ในล้านนา สันนิษฐานว่านิยมสร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๔ – ๒๕ โดยได้รับแนวคิดมาจากการสร้างแผงพระพิมพ์ในศิลปะพุกาม ซึ่งแพร่หลายในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๙ โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าอนิรุธ พบว่ามีการสร้างพระพิมพ์ดินเผาจำนวนมากและแพร่กระจายเข้ามายังชุมชนโบราณที่มีการติดต่อสัมพันธ์กับเมียนมา ------------------------------------- พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เปิดให้บริการทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ (หยุดทุกวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. โทรศัพท์ : ๐๕๓-๒๒๑๓๐๘ e-mail : cm_museum@hotmail.com


ชื่ชื่อเรื่อง                           สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทสนา(เทศนาสังคิณี-มหาปัฏฐาน)สพ.บ.                                  108/3ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           28 หน้า กว้าง 4.89ซ.ม. ยาว 53 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           บทสวดมนต์บทคัดย่อ/บันทึกเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจาก วัดประสพสุข   ต.ทับตีเหล็ก อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี


ชื่อเรื่อง                           มาเลยฺยสุตฺต (พระมาลัยสูตร)สพ.บ.                                  182/3ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           56 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 56 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 พระมาลัยสูตรบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับทองทึบ ภาษาบาลี-ไทย ได้รับบริจาคมาจากวัดพยัคฆาราม ต.ศรีประจันต์ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี


ชื่อเรื่อง                                ภิกฺขุปาติโมกฺข (ปาติโมกข์แปล)สพ.บ.                                  236/2ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           74 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 57 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา -- บทสวดมนต์                                           พุทธศาสนา -- สังฆกรรม  บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน  เส้นจาร ฉบับล่องชาด  ได้รับบริจาคมาจาก วัดทุ่งอุทุมพร ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


เลขทะเบียน : นพ.บ.91/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  44 หน้า ; 5 x 56 ซ.ม. : ทองทึบ ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 54 (122-128) ผูก 4 (2564)หัวเรื่อง : สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (พระอภิธัมมสังคิรี-พระสมันตมหาปัฎฐาน) --เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ขอมภาษา : บาลี-ไทยบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


ชื่อเรื่อง                                สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทสนา (เทศนาสังคิณี-มหาปัฏฐาน)สพ.บ.                                  160/6ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           20 หน้า กว้าง 4.5 ซ.ม. ยาว 56.5 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           บทสวดมนต์                                           พระอภิธรรม บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจากวัดน้อยชมภู่ ต.บ้านกร่าง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี


พระพุทธรูปนั่งปางแสดงธรรม มีพระมัสสุ  สำริด สูง ๒๓ เซนติเมตร ศิลปะทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ – ๑๖ (ประมาณ ๑,๐๐๐ – ๑,๑๐๐ ปีมาแล้ว) พบจากเจดีย์หมายเลข ๑๓ เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง พระพุทธรูปนั่ง ปางแสดงธรรม พระเศียรใหญ่ พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยม พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระนาสิกใหญ่งุ้ม พระเนตรเหลือบลงต่ำ พระโอษฐ์หนาอมยิ้ม มีพระมัสสุอยู่เหนือขอบพระโอษฐ์ พระกรรณยาวเจาะเป็นช่อง เม็ดพระศกเล็ก พระอุษณีษะทรงกรวย พระรัศมีรูปดอกบัวตูม ครองจีวรห่มเฉียง จีวรเรียบบางแนบพระวรกาย ขอบสบงเป็นแนวที่บั้นพระองค์ มีชายสังฆาฏิอยู่เหนือพระอังสาซ้าย พระหัตถ์ขวายกขึ้นระดับพระอุระ แสดงวิตรรกะมุทรา (ปางแสดงธรรม) พระหัตถ์ซ้ายหงายขึ้นยึดชายจีวรไว้เหนือระดับพระเพลา ประทับนั่งขัดสมาธิราบอย่างหลวมๆ พระบาทซ้ายอยู่บนพระบาทขวา พระพุทธรูปองค์นี้แสดงถึงสุนทรียภาพและความนิยมแบบพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะทวารวดี ได้แก่ พระขนงที่ต่อกันเป็นรูปปีกกา และการแสดงวิตรรกะมุทรา เริ่มปรากฏอิทธิพลศิลปะเขมรขึ้น เห็นได้จากรูปแบบพระพักตร์สี่เหลี่ยม และพระพุทธรูปมีพระมัสสุเหนือขอบพระโอษฐ์ นอกจากนั้นรูปแบบพระรัศมีและสังฆาฏิที่พาดเหนือพระอังสาซ้ายนั้น เป็นอิทธิพลจากศิลปะอินเดียแบบปาละ ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๗ (ประมาณ ๙๐๐ – ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว) ดังนั้นจึงอาจกำหนดอายุพระพุทธรูปองค์นี้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ – ๑๖ (ประมาณ ๑,๐๐๐ – ๑,๑๐๐ ปีมาแล้ว) การทำพระมัสสุหรือไรมัสสุ ในประติมากรรมสมัยทวารวดี น่าจะได้รับอิทธิพลโดยตรงจากศิลปะเขมร เนื่องจากการทำพระมัสสุนั้นมักปรากฏในกลุ่มเทวรูป และประติมากรรมภาพบุคคลหรือยักษ์ เริ่มตั้งแต่ศิลปะเขมร สมัยบาแค็ง (ราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๕ หรือประมาณ ๑,๑๐๐ ปีมาแล้ว) เป็นต้นมา ทั้งนี้นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่า การทำพระมัสสุหรือไรมัสสุในพระพุทธรูป อาจเกิดจากความเคยชินของช่างในการสร้างประติมากรรมที่เป็นเทวรูปก็เป็นได้ เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. ศิลปะทวารวดี ต้นกำเนิดพุทธศิลป์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, ๒๕๕๒. พนมบุตร จันทรโชติ และคณะ. นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง และเรื่องราวสุวรรณภูมิ. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๕๐. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๖๒.


          วัดฆ้องชัยเป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองทางด้านทิศเหนือในเขตอรัญญิกของเมืองกำแพงเพชร แผนผังของตัววัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก สิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่ภายในวัดใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง           อาคารสิ่งก่อสร้างที่สำคัญของวัดประกอบด้วยวิหาร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพื้นที่ ปัจจุบันเหลือเฉพาะส่วนฐานอาคารที่เป็นแบบการก่อฐานสูง โดยฐานล่างทำเป็นฐานหน้ากระดานแต่มีการยืดให้สูงถึงระดับพื้นวิหารมีระยะถึง ๓.๑๐ เมตร จนดูเหมือนเป็นผนังอาคาร เหนือฐานหน้ากระดานก่อเป็น ฐานบัวลูกแก้วอกไก่ มีมุขเด็จทั้งด้านหน้าและด้านหลัง บันไดสร้างขนาบมุขเด็จทั้งด้านหน้าและด้านหลัง วิหารมีขนาด ๙ ห้อง เสารับเครื่องบนหลังคาเป็นเสาศิลาแลงแปดเหลี่ยม ไม่ปรากฏหลักฐานของการก่อผนัง จึงสันนิษฐานว่าเป็นอาคารโถง ภายในอาคารปรากฏแท่นอาสน์สงฆ์ทางด้านทิศใต้ของผนังอาคารและมีฐานชุกชีที่ประดิษฐานชิ้นส่วนฐานพระพุทธรูปในอิริยาบถนั่งอยู่บริเวณกลางโถงอาคารวิหารระหว่างห้องที่ ๖ - ๗           เจดีย์ประธานอยู่ถัดจากวิหารไปทางด้านทิศตะวันตก มีลักษณะเป็นฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยม ต่อด้วยชั้นฐานหน้ากระดานแปดเหลี่ยมซ้อนกัน ๓ ชั้น ถัดขึ้นไปเป็นฐานปัทม์แปดเหลี่ยม ประกอบด้วยชั้นฐานบัวคว่ำ ชั้นท้องไม้และชั้นฐานบัวหงาย ส่วนยอดเจดีย์ที่ถัดขึ้นไปพังทลาย ไม่ปรากฏรูปทรงเดิมที่แน่ชัด ซึ่งฐานเจดีย์ประธานของวัดฆ้องชัยนั้น มีความคล้ายกับฐานเจดีย์ประธานของวัดพระนอนที่อยู่ในเขตอรัญญิกของเมืองกำแพงเพชรเช่นกัน จึงสันนิษฐานได้ว่าส่วนยอดของเจดีย์ประธานของวัดฆ้องชัยอาจมีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบเดียววัดพระนอน          จากการขุดแต่งทางโบราณคดีบริเวณฐานอาคารวิหารได้พบชิ้นส่วนของประติมากรรมดินเผา รูปมกร หรือมกรสังคโลก ความสูง ๑๑๐ เซนติเมตร เขียนลายสีดำบนน้ำดินสีขาว แหล่งเตาเมืองเก่าสุโขทัย มกร (Makara) เป็นคำที่ใช้เรียกในภาษาสันสกฤต ถือว่าเป็นสัตว์มงคลตามความเชื่อที่ปรากฏในตำนานเทพนิยาย โดยมีร่างกายที่เป็นการผสมกันระหว่างสัตว์บกและสัตว์น้ำ เช่น มีงวงเหมือนช้าง แต่มีปากเหมือนจระเข้และมีหางแบบปลา ในเทวตำนานของศาสนาฮินดู มกร ถือว่าเป็นพาหนะของพระวรุณ เทพเจ้าแห่งฝน ดังนั้น มกร จึงถือเป็นสัตว์ที่ใช้แทนสัญลักษณ์ของน้ำที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ ประติมากรรมรูปมกรจึงมีความนิยมที่นำมาใช้เป็นส่วนประกอบของงานสถาปัตยกรรม โดยประดับที่บริเวณราวบันได หรือชายคาของอาคาร เพื่อให้เกิดความสวยงามและสวัสดิมงคลกับอาคารนั้น ๆ ปัจจุบันประติมากรรมดินเผารูปมกร ที่พบจากวัดฆ้องชัย จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร         วัดฆ้องชัยจึงเป็นโบราณสถานอีกแห่งหนึ่งในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรที่มีความสำคัญยิ่ง จากหลักฐานของงานช่างฝีมือที่ปรากฏให้เห็นในด้านสถาปัตยกรรมและความเชื่อความศรัทธาที่ปรากฏในงานประติมากรรม ล้วนแล้วแต่เป็นประจักษ์พยานของความเจริญรุ่งเรืองในอดีตของแผ่นดินเมืองกำแพงเพชรได้เป็นอย่างดี-----------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : อุทยานประวัติศาสตร์ กำแพงเพชร-----------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. นำชมอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร. กรุงเทพฯ: บริษัทบางกอก อินเฮ้าส์จำกัด, ๒๕๖๑. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปกรรมโบราณในอาณาจักรสุโขทัย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มิวเซียมเพรส, ๒๕๖๑. อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร. รายงานการขุดแต่งโบราณสถาน วัดฆ้องชัย. ม.ป.ท., ๒๕๒๖.


ตำรายาแผนโบราณ ชบ.ส. ๘๘ เจ้าอาวาสวัดนาจอมเทียน ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี มอบให้หอสมุด ๒๓ ก.ค. ๒๕๓๕ เอกสารโบราณ (สมุดไทย)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.30/1-2 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)




...วันนั้น (๒๒ ตุลาคม ๒๔๕๓) บรรยากาศเงียบเหงามาก บนพระที่นั่งก็สงัด โดยปกติเวลาใกล้เที่ยงจะมีผู้คนเดินขวักไขว่ เพราะพระเจ้าอยู่หัวบรรทมตื่นแล้ว.....แต่วันนี้ไม่มีเสียงอะไรเลยแม้แต่เสียงพูดกัน ผู้เขียนได้แต่สันนิษฐานว่าคงทรงประชวรหนัก... ...ขอทวนกล่าวถึงฝ่ายผู้เขียนว่า ในระยะนั้นต้องนอนพักในเวลากลางวันเพื่อรับเวรในเวลากลางคืน เฉพาะในวันนี้หลับไม่ลงเพราะใจเป็นห่วงและทุกคนก็นั่งจับเจ่าเหงาหงอยตาจ้องไปทางชั้น ๓ ของพระที่นั่งอัมพรสถาน... ...จนพลบค่ำจึงจำเป็นต้องบังคับตัวเองให้นอน เพราะอีกไม่ช้าก็ต้องไปรับเวร ในที่สุดก็หลับไป มาตกใจตื่นเพราะมีตัวอะไรมากัดหัวแม่เท้าจนเลือดไหล พร้อมกันก็ได้ยินเสียงหนูประมาณว่าหลายสิบตัวยกขบวนกันวิ่งไปวิ่งมาเหนือฝ้าเพดานในอาคารที่ผู้เขียนอยู่.....พวกหนูยังส่งเสียงร้องกุกๆๆ ตลอดเวลา ผู้เขียนเคยได้ยินผู้ใหญ่เล่ากันว่าเมื่อหนูร้องกุกๆ จะมีเหตุไม่ดีเกิดขึ้น... ...ขณะนั้นเวลาประมาณ ๒๓ นาฬิกา เห็นจะได้ บรรยากาศเงียบสงัด.....แต่เมื่อมองไปยังพระที่นั่งอัมพรฯ ซึ่งมองเห็นพระบัญชรชั้น ๓ ถนัด ทันใดนั้นผู้เขียนก็เห็นดวงดาวหนึ่งส่องแสงสว่างลอยอยู่ในระดับเดียวกับพระแท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เขียนคะเนได้เพราะเคยขึ้นเฝ้าเวลาเสวยเนืองๆ ดาวนี้มีแสงสว่างมากยิ่งกว่าดาวใดๆ ที่ผู้เขียนเคยเห็นและมีหางพาดยาวไปทางพระที่นั่งอนันตสมาคมคล้ายแสงไฟฉายใหญ่ๆ จึงทราบว่าเป็นดาวหางเฮลี่ (Haileys Comet) ที่โจษจันกันในขณะนั้น ผู้เขียนยืนพิงประตูไม่อาจเคลื่อนไหวได้อยู่พักหนึ่ง จึงได้สติว่าต้องไปเปลี่ยนเวร... ...ชั้น ๓ เงียบกริบ ได้ยินแต่เสียงคล้ายเสียงกรนมาจากห้องพระบรรทม.....เนื่องจากผู้เขียนไม่เคยเห็นอาการเจ็บในขณะหนัก ซึ่งภาษาสมัยใหม่เรียกว่าเข้าขั้นโคม่า ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงคล้ายเสียงกรนจึงนึกว่าในหลวงทรงสบายขึ้นแล้ว และกำลังบรรทมหลับสนิท จึงดีใจเป็นอันมากนึกว่าจะนอนให้สบายเสียที และได้ล้มตัวลงนอนที่ปลายพระบาทสมเด็จ.....มารู้ตัวตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงร้องเซ็งแซ่.....เห็นคนจำนวนมากมายกำลังหมอบซบกับพื้นเป็นกองๆ ไม่ทราบว่าใครเป็นใคร.....เมื่อผู้เขียนทราบว่าเสียงเซ็งแซ่ข้างต้นเป็นเสียงร้องไห้ของคนจำนวนมากพร้อมๆ กัน จึงทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตแล้ว ...ต่อมาผู้เขียนได้รับหมายให้ไปเป็นนางร้องไห้ ให้ไปตั้งแต่ ๘ โมงเช้าในวันนั้น โดยแต่งชุดขาวทั้งชุด.....ผู้เขียนได้ไปนั่งร้องไห้อยู่ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท การร้องไห้นั้นแท้จริงเป็นการร้องเพลงอย่างเศร้าที่สุด เกิดมาผู้เขียนก็เพิ่งเคยได้ยิน ขณะนั้นผู้เขียนอายุในราว ๑๙ - ๒๐ และรู้สึกว่าเพลงร้องไห้นี้ช่างเศร้าเสียนี่กระไร... เนื้อความส่วนหนึ่งจากหนังสือ อัตชีวประวัติ หม่อมศรีพรหมา กฤดากร (สำนักพิมพ์สารคดี)




black ribbon.