...

ความรู้ทั่วไป
มหาอารามตามพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“มหาอารามตามพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก”พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก เป็นวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาที่แพร่หลายในดินแดนล้านนาและดินแดนล้านช้าง สันนิษฐานว่าถูกประพันธ์ขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 19-20 ในดินแดนล้านนา และเผยแผ่ไปยังดินแดนล้านช้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ใน พ.ศ.2058 อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเผยแผ่ไปยังดินแดนล้านช้าง แต่เนื้อหาและสถานที่ที่ถูกล่าวถึงยังคงเป็นสถานที่ในดินแดนล้านนา ซึ่งเป็นต้นฉบับของวรรณกรรมเรื่องนี้ นอกจากนี้พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกปรากฏต้นฉบับใบลานที่คัดลอกต่อ ๆ มาหลายฉบับ เช่น ตำนานพระเจ้าเลียบโลกฉบับวัดกู่คำ จังหวัดเชียงใหม่ ตำนานพระเจ้าเลียบโลกฉบับวัดเวียง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง พุทธตำนานฉบับวัดเชียงมั่น จังหวัดเชียงใหม่ ตำนานพุทธเลียบโลกฉบับวัดดอนปิน อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนพุทธตำนานฝั่งล้านช้าง เช่น พระเจ้าเลียบโลกฉบับวัดบ้านแสนยาง อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี และพระเจ้าเยี่ยมโลกฉบับวัดโพธิ์ตก จังหวัดขอนแก่น เป็นต้นเรื่องราวในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก กล่าวถึงการเสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ในดินแดนล้านนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังทรงประทับรอยพระพุทธบาท ประทานพระเกศาธาตุ และพยากรณ์บ้านเมืองต่าง ๆ เช่น เมืองหริภุญไชย (ลำพูน) เมืองนันทบุรี (น่าน) เมืองพระยาว (พะเยา) ลัมพกัปปนคร (ลำปาง) และนครพิงค์เชียงใหม่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงสถานที่ต่าง ๆ ในดินแดนล้านนา ซึ่งล้วนแต่เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์ เช่น บ้านชีชาง (เวียงกุมกาม) อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เมืองยวม ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ดอยอ่างสลุง ในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ดอยแจ้ขุม ในพื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เป็นต้นพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก มีการกล่าวถึงนครพิงค์เชียงใหม่และมหาอารามในเมืองเขียงใหม่ว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่บนดอยคำหลวง (ปัจจุบันคือดอยคำ ตำบลแม่เหี้ย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่) เหล่าเทวดาทูลขอให้พระองค์ประทับรอยพระพุทธบาท พระองค์จึงเสด็จไปทางทิศตะวันออกพบก้อนหินงามก้อนหนึ่ง ทรงประทับรอยพระพุทธบาทและทรงรำพึงว่า ภายภาคหน้าจะเกิดเป็นมหานครขนาดใหญ่ เป็นที่อยู่แห่งกษัตริย์และคนทั้งหลาย พระศาสนาจะรุ่งเรืองในเมืองนี้ และเกิดมีมหาอารามขนาดใหญ่จำนวน 8 แห่ง ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ทรงพบชีม่าน (นักบวชพม่า) 2 รูป นุ่งผ้าน่าเกลียด ครั้นเห็นพระพุทธองค์เสด็จมาก็อภิวาทและเอาบาตรถวาย 2 ลูก พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ท่านนุ่งผ้าน่าเกลียด ไม่เหมาะแก่สมณสารูป” ชีม่านทั้งสองเกิดความละอายจึงสละเพศนักบวชนั้นและทูลขอบวชต่อพระพุทธเจ้า พระองค์จึงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่ชีม่านทั้ง 2 และทรงพยากรณ์ว่า ด้วยเหตุนี้ภายภาคหน้าสถานที่นี้จะเป็นเมืองชื่อว่า อภินวนคร หรือเวียงเชียงใหม่ ส่วนมหาอารามทั้ง 8 ในนครแห่งนี้ ประกอบด้วย บุปผาราม เวฬุวันอาราม บุพพาราม อโศการาม พีชอาราม สังฆาราม นันทอาราม และโชติอาราม แต่ละแห่งจะได้ประดิษฐานพระเกศาธาตุแห่งละองค์++ บุปผาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับโคนต้นบุนนาคต้นหนึ่ง มีคนแก่ 2 คน ปลูกต้นบุนนาค เพื่อนำดอกไปขาย ครั้นเห็นพระพุทธเจ้าจึงนำดอกบุนนาคมาถวายพระองค์ พระองค์ทรงตรัสพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าจะมีการสร้างอารามขนาดใหญ่นามว่า บุปผาราม (วัดสวนดอกไม้) จากนั้นพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุ พระองค์จึงประทานให้ และบรรจุไว้ในบุปผาราม ปัจจุบันบุปผาราม คือ วัดสวนดอก สร้างขึ้นสมัยพญากือนา เมื่อ พ.ศ.1915 เพื่อเป็นที่พำนักจำพรรษาของพระสุมนเถระที่อาราธนาจากเมืองสุโขทัย ++ เวฬุวันอาราม หรือ ป่าเวฬุนาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ของบุปผาราม) ทรงประทับนั่งที่โคนไม้หกกอหนึ่ง แล้วทรงพยากรณ์ว่า ในภายภาคหน้าสถานที่นี้จะได้ชื่อว่า ป่าเวฬุนาราม และพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุบรรจุไว้ ณ ที่นั้น จึงได้ชื่อว่า เวฬุวันวัดป่าหก ปัจจุบันเวฬุวันอาราม คือ วัดกู่เต้า ปรากฏชื่อในพงศาวดารโยนกและตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า “เวฬุวันกู่เต้า” ใน พ.ศ.2035 และถูกกล่าวถึงอีกครั้งใน พ.ศ.2305 ว่ากองทัพพม่าเข้ามาตั้งทัพบริเวณแห่งนี้++ บุพพาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ของเวฬุวันอาราม) ทรงประทับนั่งและทรงพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าจะมีคนมาสร้างอารามขนาดใหญ่นามว่า “วัดบุพพาราม” ตามที่ตั้งทางทิศตะวันออก จากนั้นพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุองค์หนึ่งประดิษฐานไว้ที่นี่ จากนั้นจึงได้ชื่อว่าวัดบุพพาราม ปัจจุบันวัดบุพพารามตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏหลักฐานในชินกาลมาลีปกรณ์ว่าสร้างขึ้นในสมัยพญาเมืองแก้ว ใน พ.ศ.2040++ อโศการาม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จไปทางทิศตะวันตก (ของบุพพาราม) มีชาวลวะ 2 คน ยิงวัวเถื่อนเอาเนื้อมาย่าง และนำถวายแด่พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเสวยและพยากรณ์ว่า ต่อไปภายหน้าจะมีคนมาสร้างอารามนามว่า อโศการาม จากนั้นพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้และได้ชื่อว่า วัดอโศการาม ปัจจุบันวัดอโศการาม คือ วัดป่าแดงหลวง (ร้าง) พงศาวดารโยนกกล่าวว่า พญาติโลกราชสร้างสถูปแห่งนี้ไว้เพื่อบรรจุพระอัฐิของพญาสามฝั่งแกนผู้เป็นพระราชบิดา ในพ.ศ.1980 และชินกาลมาลีปกรณ์กล่าวว่า วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาลังกาสายใหม่ หรือนิกายป่าแดง ซึ่งพญาติโลกราชทรงเป็นผู้อุปถัมภ์++ พีชอาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปทางทิศใต้ (ของอโศการาม) ประทับอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง มีลวะ 2 คน นำมะม่วงมาถวายแด่พระพุทธเจ้า จากนั้นก็มีลวะทั้งหลายนำมะปราง มะขุน (ส้มซ่า) และข้าวซ้อมมือมาถวาย พร้อมทั้งนำส้มป่อยและน้ำหอมมาถวายเพื่อสรงและล้างพระหัตถ์ จากนั้นพระองค์ทรงเทศนาแก่พวกลวะตลอด 3 วัน 3 คืน และทรงพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าจะมีคนมาสร้างอารามนามว่า พีชอาราม และพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้ด้วย ปัจจุบันพีชอาราม คือ วัดหลวงศรีเกิด ซึ่งจารึกอัญเชิญพระเจ้าแข้งคมเข้าเวียงสมัยพระเจ้ากาวิละ กล่าวถึงชื่อ วัดหลวงโพธิรุกขพิชชาราม อันเป็นที่อยู่ของพระมหาสมเด็จนนทาวิริยวังโส สันนิษฐานว่าคือวัดศรีเกิด ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระเจ้าแข้งคม++ สังฆาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ของพีชอาราม) ทรงประทับยังที่แห่งหนึ่ง มีนักบวชม่าน 7 รูป มานอนพำนักอยู่ที่นั่น ครั้นเห็นพระพระพุทธเจ้าเสด็จมาก็ถวายอภิวาท พระองค์จึงทรงพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าสถานที่นี้จะมีผู้มาสร้างอารามนามว่า สังฆาราม และพระเจ้าอโศกราชก็ทูลขอพระเกศาธาตุหนึ่งองค์ประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้ด้วย ปัจจุบันสังฆาราม คือ วัดเชียงมั่น ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพญามังรายเมื่อครั้งแรกสร้างเมืองเชียงใหม่ และสร้างเจดีย์องค์ใหม่ใน พ.ศ.2014 สมัยพญาติโลกราช++ นันทอาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ของสังฆาราม) ลวะคนหนึ่งเห็นพระพุทธองค์เสด็จมาจึงรีบปลูกกระท่อมใหญ่หลังหนึ่งเพื่อให้พระองค์ประทับ พระองค์ก็ทรงเมตตาประทับอยู่ในกระท่อมนั้น 1 คืน แล้วตรัสพยากรณ์ว่า ตถาคตอยู่สถานที่นี้ด้วยความสำราญ ต่อไปภายหน้าจะมีผู้มาสร้างอารามขึ้นชื่อว่า นันทอาราม และพระเจ้าอโศกราชก็ทูลขอพระเกศาธาตุประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้ด้วย ปัจจุบันนันทอาราม หรือวัดนันทาราม ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองเชียงใหม่ ++ โชติอาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งมีลวะอาราธนานิมนต์พระพุทธเจ้าไปยังบ้านของตน เมื่อไปถึง ลวะผู้นั้นเกิดศรัทธาอย่างยิ่งจึงฝังค้างฉัตร ธงแผ่นผ้าถวายเป็นพุทธบูชา จากนั้นมีชีม่านรูปหนึ่งอายุ 120 ปี เห็นพระพุทธองค์จึงเปลื้องผ้าสไบจุดไฟถวายเป็นพุทธบูชา พระพุทธองค์จึงทรงพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าจะมีผู้คนมาสร้างอารามขนาดใหญ่นามว่า โชติอาราม และพระเจ้าอโศกราชก็ทูลขอพระเกศาธาตุบรรจุไว้ในกระบอกไม้ซาง ใส่ในผอบทองคำใหญ่ 7 กำมือ ลวะทั้งหลายขุดหลุมลึก 400 ศอก บรรจุในก้นหลุมและเอาสมบัติถมใส่เป็นจำนวนมาก และพระอินทร์ก็ทรงเนรมิตจักรยนตร์ป้องกันไว้ และก่อสถูปครอบไว้สูง 300 ศอก และทรงพยากรณ์ต่อว่า เมื่อตถาคตนิพพานลงแล้วจึงเอาธาตุอุ้งมือข้างขวามาประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้ด้วย ปัจจุบันโชติอาราม คือ วัดเจดีย์หลวง ซึ่งถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยพญาแสนเมืองมา ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 20ดังนั้นมหาอารามทั้ง 8 แห่งที่ปรากฏในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก จึงเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเมืองเชียงใหม่ที่มีการประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าในอารามต่าง ๆ รวมถึงยังเป็นสถานที่ที่พระองค์เคยเสด็จมาด้วยพระองค์และมีพุทธพยากรณ์ถึงสถานที่นั้น ๆ ด้วยเหตุนี้ทำให้พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกเป็นเสมือนเครื่องมือตอกย้ำการมีตัวตนจริงของพระพุทธเจ้า พระบรมสารีริกธาตุ รอยพระพุทธบาท และอารามสำคัญค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียงกตัญญู ชูชื่น. พระเจ้าเลียบโลกฉบับล้านนา: บทวิเคราะห์ (วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาไทย ภาควิชาภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2525).เธียรชาย อักษรดิษฐ์. ตำนานพระเจ้าเลียบโลก: การศึกษาพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมล้านนา (โครงการวิจัยย่อยในกรอบของโครงการวิจัยเขตเศรษฐกิจวัฒนธรรมภาคเหนือตอนบน ทุนเมธีวิจัยอาวุโส สกว. และทุนสนับสนุนฝ่ายชุมชนและสังคม สกว. ประจำปี 2548).พระยาประชากิจกรจักร. พงศาวดารโยนก. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: คลังวิทยา, 2507.พระรัตนปัญญาเถระ. ชินกาลมาลีปกรณ์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มิตรนภาการพิมพ์, 2510.พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก. เชียงใหม่: โรงพิมพ์นันทพันธ์, 2553. (พิมพ์เนื่องในงานพิธีกฐินพระราชทาน ณ วัดพระธาตุหริภุญไชย วรมหาวิหาร ลำพูน วันที่ 31 ตุลาคม 2553 และในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมายุครบ 83 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2553)ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะล้านนา. กรุงเทพฯ: มติชน, 2556.สุรพล ดำริห์กุล. ประวัติศาสตร์และศิลปะล้านนา. นนทบุรี: เมืองโบราณ, 2561.ฮันส์ เพนธ์, พรรณเพ็ญ เครือไทย และศรีเลา เกษพรหม. ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 2 จารึกพระเจ้ากาวิละ พ.ศ.2334-2357. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2541.

100 ปีแห่งการเสด็จประพาสนครเชียงใหม่ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“100 ปีแห่งการเสด็จประพาสนครเชียงใหม่ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว”เมื่อ พ.ศ.2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปรารภว่า หัวเมืองมณฑลฝ่ายเหนือหรือมณฑลพายัพ เป็นเมืองสำคัญที่มีนักปราชญ์ ผู้มีความรู้ความสามารถ และโบราณวัตถุสถานที่เป็นประจักษ์พยานถึงความรุ่งเรืองในอดีต และยังไม่มีพระเจ้าแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์ใดเสด็จไปยังตามหัวเมืองในมณฑลพายัพนี้ แม้รัชกาลก่อนหน้าจะเคยเสด็จไปบ้างแล้ว แต่ยังมิได้ราชาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ อีกประการหนึ่งพระองค์ทรงเล็งเห็นว่า การเสด็จประพาสมณฑลพายัพครั้งนี้จะทำให้ทอดพระเนตรเห็นภูมิประเทศและความเป็นอยู่ของราษฎร เมื่อมีพระราชปรารภดังนี้แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กำหนดวันที่ 6 มกราคม 2469 เป็นวันพระฤกษ์ที่จะเสด็จพระราชดำเนินโดยทางรถไฟขึ้นไปมณฑลพายัพ มีกำหนดเวลาประมาณ 1 เดือน จึงเสด็จกลับกรุงเทพมหานครวันที่ 6 มกราคม 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องสนามทหารบก ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เสด็จพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี จากพระราชวังดุสิตไปยังสถานีรถไฟจิตรลดา และเคลื่อนชบวนรถไฟเวลา 8.30 นาฬิกา พระสงฆ์สวดชัยมงคลกถาถวายพระพร จากนั้นพระองค์เสด็จประพาสมณฑลพิษณุโลก เมืองพิษณุโลก เมืองแพร่ นครลำปาง เมืองเชียงราย เมืองเชียงแสน และกลับมาประทับยังนครลำปางตามลำดับวันที่ 22 มกราคม 2469 เวลา 11.00 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินออกจากสถานีรถไฟนครลำปางไปถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่ เวลา 14.50 น. ครั้นเสด็จพระราชดำเนินถึง สมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพกราบบังทูลเบิกมหาอำมาตย์โท เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องเต็มยศทหารมหาดเล็ก จ.ป.ร. ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์สอดสายสะพายมหาจักรีบรมราชวงศ์ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 จากนั้นเสด็จไปประทับโฮเตลรถไฟจากนั้นพระราชดำเนินโดยริ้วกระบวนเข้าไปยังนครเชียงใหม่ ประกอบด้วย 1) กรมบัญชาการกองพล 2) กองบังคับการกรมทหารบกม้าพิษณุโลก 3) กรมทหารบกม้าพิษณุโลก 2 กองร้อย 4) กองบังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 8 5) กรมทหารปืนใหญ่ที่ 8 6) แตรวงกรมทหารมหาดเล็ก 7) กองบังคับการกรมทหารบกราบที่ 7 8 ) กรมทหารบกราบที่ 8 9) กองทหารสัมภาระ 10) กองเสนารักษ์ 11) กองเสือป่ารักษาดินแดนพายัพ 12) ช้างกลองนำ 13) ช้างพระชัย ผูกเครื่องเงิน มีปกตะพองห้อยข้างซองหาง ห้อยหูพู่จามรี กูบทองของเจ้าผู้ครองนครลำพูน 14) ช้างตั้ง ผูกเครื่องหุ้มผ้าแดง มีสายพานหน้าซองหางและรัดผ้าปูหลังสีน้ำเงินขลิบแดง 15) ช้างเขน ผูกเครื่องหุ้มผ้าแดง มีสายพานหน้าซองหาง ผูกกูบหวายลงรักแต่งเครื่องอาวุธ ปักธงรูปสัตว์ 16) ช้างเจ้านายพื้นเมืองนำเสด็จ แต่งเครื่องหุ้มผ้าแดงมีสายพานหน้าซองหาง ปกตะพองหน้าผ้าแดงลายทอง ห้อยหูพู่จามรี ผ้าปูหลังพื้นแดงลายทอง ประกอบด้วย เจ้าวงศ์เกษม ณ ลำปาง เจ้าอุตรการโกศล (ลำปาง) เจ้าชัยสงคราม (ลำปาง) เจ้าราชสัมพันธวงศ์ (ลำปาง) เจ้าราชสัมพันธวงศ์ (ลำพูน) เจ้าสุริยวงศ์ (ลำพูน) เจ้าราชบุตร์ (เชียงใหม่) เจ้าชัยวรเชษ (เชียงใหม่) เจ้าราชภาคินัย (เชียงใหม่) เจ้าบุรีรัตน์ (เชียงใหม่) เจ้าราชวงศ์ (ลำปาง) และเจ้าแก้วนวรัฐ ผู้ครองนครเชียงใหม่ 17) กลองชุม 16 คน 18) ช้างพังนำ 19) ช้างพระที่นั่งทรง ผู้เครื่องทองของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ มีปกตะพองห้อยหูพู่จามรีห้อยข้างซองหาง ผูกกูบทองโถง (ปัจจุบันกูบทองโถงหรือสัปคับชิ้นนี้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่) 20) ช้างสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ผู้เครื่องทองของเจ้าผู้ครองนครลำพูน มีปกตะพองห้อยหูพู่จามรีห้อยข้างซองหาง ผูกกูบจำลองทอง (ปัจจุบันกูบชิ้นนี้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์) 21) ช้างมหาดเล็กเชิญเครื่อง 2 คน 22) ช้างท้าวสมศักดิ์ 23) ช้างหม่อมหลวงคลอง ชัยยันต์ ณ อยุธยา (นางสนองพระโอษฐ์) 24) ช้างหม่อมราชวงศ์พันธ์ทิพย์ เทวกุล ณ อยุธยา (นางพระกำนัล) 25) ช้างตั้งหลัง 2 เชือก 26) ช้างพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ปัจจุบันกูบหรือสัปคับชิ้นนี้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่) 27) ช้างพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน 28) ช้างหม่อมเจ้าพีรพงศ์ 29) ช้างหม่อมเจ้าฉัตรมงคล 30) ช้างหม่อมเจ้าถาวรมงคลมวงศ์ 31) ช้างเจ้าส่วนบุญ (ภริยาเจ้าจักร์คำขจรศักดิ์) 32) ช้างเจ้าเรณุวรรณา (ภริยาเจ้าบุรีรัตน์ เชียงใหม่) 33) ช้างเจ้าหล้า (ภริยาเจ้าราชสัมพันธวงศ์ ลำพูน) 34) ช้างเจ้าบัวทิพย์ (ภริยาเจ้าราชภาคินัย เชียงใหม่) 35) ช้างเจ้าเรือนแก้ว (ภริยาเจ้าภาติกวงศ์ เชียงใหม่) 36) ช้างเจ้าจันทนา (ภริยาเจ้าประพันธ์พงศ์ เชียงใหม่) 37) ช้างเจ้าศิริประกาย (ภริยาเจ้ากาวิลวงศ์ ณ เชียงใหม่) 38) ช้างเจ้าวรรณรา ณ ลำพูน (บุตรีเจ้าจักรคำขจรศักดิ์) 39) ช้างพระยาบริหารราชมานพ 40) ช้างพระยาอิศรพัลลภ 41) ช้างพระยาไพชยต์เทพ 42) ช้างพระยาอัคนีสราภัย 43) ช้างหลวงสิทธิ์ นายเวร 44) ช้างพระสถลพิมาน 45) ช้างนายจ่ายวด 46) ช้างนายจ่าเรศ 47) ช้างนายชิด หุ้มแพร และ 48) แถวตำรวจภูธร เป็นขบวนปิดท้ายครั้นเสร็จสิ้นกระบวนแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดพระราชทานเครื่องสักการะมอบแก่ข้าราชการ 5 นาย เชิญไปบูชาปูชนียสถานตามพระอารามที่มีนามเป็นมงคล 5 แห่ง ได้แก่ วัดเชียงมั่น วัดเชียงยืน วัดชัยมงคล วัดศรีเกิด และวัดศรีบุญเรือง จากนั้นเสด็จประทับแรมบนศาลารัฐบาลมณฑลวันที่ 23 มกราคม 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องเต็มยศราชการสนาม ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทรงสอดสายสะพายนพรัตนราชวราภรณ์ เสด็จพิธีทูลพระขวัญบริเวณพลับพลาทองหน้าศาลารัฐบาลมณพลพายัพ โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในฝ่ายหน้า และพระราชชายา เจ้าดารารัศมี เจ้านายมณฑลพายัพ และราษฎร เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในกระบวนเครื่องพระขวัญนั้นมีเจ้านายฝ่ายเหนือฟ้อนรำนำหน้า ได้แก่ เจ้าแก้วนวรัฐ (เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่) ฟ้อนคู่กับเจ้ามหาพรหมสุรธาดา (เจ้าผู้ครองนครน่าน) เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ (เจ้าผู้ครองนครลำพูน) ฟ้อนกู่กับเจ้าราชวงศ์ ลำปาง เจ้าบุรีรัตน์ เชียงใหม่ ฟ้อนคู่กับเจ้าชัยสงคราม เชียงใหม่ เจ้าราชภาคินัย เชียงใหม่ ฟ้อนคู่กับเจ้าราชสัมพันธวงศ์ เชียงใหม่ เจ้าชัยวรเชษ ฟ้อนคู่กับเจ้าราชสัมพันธวงศ์ เชียงใหม่ เจ้าประพันธวงศ์ เชียงใหม่ ฟ้อนคู่กับเจ้าชัยสงคราม ลำปาง และเจ้ากาวิลวงศ์ ฟ้อนคู่กับเจ้าวงศ์เกษม ณ ลำปางจากนั้นตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2469 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในนครเชียงใหม่ เช่น ช้างพลายเชิงดอยสุเทพ (ต่อมาเป็นพระเศวตคชเดชน์ดิลก) วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง โรงพยาบาลโรคเรื้อน (สถาบันแมคเคนเพื่อการฟื้นฟูสภาพ) กู่เจ้านายฝ่ายเหนือวัดสวนดอก วัดพระธาตุหริภุญไชย (จังหวัดลำพูน) โรงพยาบาลแมคคอร์มิค โรงเรียนดาราวิทยาลัย โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ข่วงช้างเผือก ข่วงสิงห์ วัดเจ็ดยอด โรงเรียนกสิกรรม วัดกู่เต้า สโมสรจิมคานา ม่อนจ๊อกป๊อก (ดอยสุเทพ) น้ำตกห้วยแก้ว โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย สโมสรนวรัฐ และเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพมหานครในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2469 โดยมีเจ้าแก้วนวรัฐ (เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่) พระราชชายาเจ้าดารารัศมี และเจ้านายฝ่ายชาย-ฝ่ายหญิง ร่วมส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์กลับกรุงเทพมหานคร ณ สถานีรถไฟเชียงใหม่ และเสด็จถึงสถานีรถไฟจิตรลดา ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2469 เวลา 11.40 น.ค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียงจดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนิรเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ พระพุทธศักราช 2469. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนาการ, 2474. (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2474)สถาบันพระปกเกล้า และจังหวัดเชียงใหม่. สมุดภาพเสด็จเลียบมณฑลพายัพ พ.ศ.2469. นนทบุรี: บริษัท เอ.พี. กราฟฟิคดีไซน์และการพิมพ์ จำกัด, 2561.


black ribbon.