มหาอารามตามพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก
#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่
“มหาอารามตามพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก”
พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก เป็นวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาที่แพร่หลายในดินแดนล้านนาและดินแดนล้านช้าง สันนิษฐานว่าถูกประพันธ์ขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 19-20 ในดินแดนล้านนา และเผยแผ่ไปยังดินแดนล้านช้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ใน พ.ศ.2058 อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเผยแผ่ไปยังดินแดนล้านช้าง แต่เนื้อหาและสถานที่ที่ถูกล่าวถึงยังคงเป็นสถานที่ในดินแดนล้านนา ซึ่งเป็นต้นฉบับของวรรณกรรมเรื่องนี้ นอกจากนี้พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกปรากฏต้นฉบับใบลานที่คัดลอกต่อ ๆ มาหลายฉบับ เช่น ตำนานพระเจ้าเลียบโลกฉบับวัดกู่คำ จังหวัดเชียงใหม่ ตำนานพระเจ้าเลียบโลกฉบับวัดเวียง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง พุทธตำนานฉบับวัดเชียงมั่น จังหวัดเชียงใหม่ ตำนานพุทธเลียบโลกฉบับวัดดอนปิน อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนพุทธตำนานฝั่งล้านช้าง เช่น พระเจ้าเลียบโลกฉบับวัดบ้านแสนยาง อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี และพระเจ้าเยี่ยมโลกฉบับวัดโพธิ์ตก จังหวัดขอนแก่น เป็นต้น
เรื่องราวในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก กล่าวถึงการเสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ในดินแดนล้านนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังทรงประทับรอยพระพุทธบาท ประทานพระเกศาธาตุ และพยากรณ์บ้านเมืองต่าง ๆ เช่น เมืองหริภุญไชย (ลำพูน) เมืองนันทบุรี (น่าน) เมืองพระยาว (พะเยา) ลัมพกัปปนคร (ลำปาง) และนครพิงค์เชียงใหม่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงสถานที่ต่าง ๆ ในดินแดนล้านนา ซึ่งล้วนแต่เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์ เช่น บ้านชีชาง (เวียงกุมกาม) อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เมืองยวม ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ดอยอ่างสลุง ในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ดอยแจ้ขุม ในพื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เป็นต้น
พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก มีการกล่าวถึงนครพิงค์เชียงใหม่และมหาอารามในเมืองเขียงใหม่ว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่บนดอยคำหลวง (ปัจจุบันคือดอยคำ ตำบลแม่เหี้ย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่) เหล่าเทวดาทูลขอให้พระองค์ประทับรอยพระพุทธบาท พระองค์จึงเสด็จไปทางทิศตะวันออกพบก้อนหินงามก้อนหนึ่ง ทรงประทับรอยพระพุทธบาทและทรงรำพึงว่า ภายภาคหน้าจะเกิดเป็นมหานครขนาดใหญ่ เป็นที่อยู่แห่งกษัตริย์และคนทั้งหลาย พระศาสนาจะรุ่งเรืองในเมืองนี้ และเกิดมีมหาอารามขนาดใหญ่จำนวน 8 แห่ง
ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ทรงพบชีม่าน (นักบวชพม่า) 2 รูป นุ่งผ้าน่าเกลียด ครั้นเห็นพระพุทธองค์เสด็จมาก็อภิวาทและเอาบาตรถวาย 2 ลูก พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ท่านนุ่งผ้าน่าเกลียด ไม่เหมาะแก่สมณสารูป” ชีม่านทั้งสองเกิดความละอายจึงสละเพศนักบวชนั้นและทูลขอบวชต่อพระพุทธเจ้า พระองค์จึงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่ชีม่านทั้ง 2 และทรงพยากรณ์ว่า ด้วยเหตุนี้ภายภาคหน้าสถานที่นี้จะเป็นเมืองชื่อว่า อภินวนคร หรือเวียงเชียงใหม่ ส่วนมหาอารามทั้ง 8 ในนครแห่งนี้ ประกอบด้วย บุปผาราม เวฬุวันอาราม บุพพาราม อโศการาม พีชอาราม สังฆาราม นันทอาราม และโชติอาราม แต่ละแห่งจะได้ประดิษฐานพระเกศาธาตุแห่งละองค์
++ บุปผาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับโคนต้นบุนนาคต้นหนึ่ง มีคนแก่ 2 คน ปลูกต้นบุนนาค เพื่อนำดอกไปขาย ครั้นเห็นพระพุทธเจ้าจึงนำดอกบุนนาคมาถวายพระองค์ พระองค์ทรงตรัสพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าจะมีการสร้างอารามขนาดใหญ่นามว่า บุปผาราม (วัดสวนดอกไม้) จากนั้นพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุ พระองค์จึงประทานให้ และบรรจุไว้ในบุปผาราม ปัจจุบันบุปผาราม คือ วัดสวนดอก สร้างขึ้นสมัยพญากือนา เมื่อ พ.ศ.1915 เพื่อเป็นที่พำนักจำพรรษาของพระสุมนเถระที่อาราธนาจากเมืองสุโขทัย
++ เวฬุวันอาราม หรือ ป่าเวฬุนาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ของบุปผาราม) ทรงประทับนั่งที่โคนไม้หกกอหนึ่ง แล้วทรงพยากรณ์ว่า ในภายภาคหน้าสถานที่นี้จะได้ชื่อว่า ป่าเวฬุนาราม และพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุบรรจุไว้ ณ ที่นั้น จึงได้ชื่อว่า เวฬุวันวัดป่าหก ปัจจุบันเวฬุวันอาราม คือ วัดกู่เต้า ปรากฏชื่อในพงศาวดารโยนกและตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า “เวฬุวันกู่เต้า” ใน พ.ศ.2035 และถูกกล่าวถึงอีกครั้งใน พ.ศ.2305 ว่ากองทัพพม่าเข้ามาตั้งทัพบริเวณแห่งนี้
++ บุพพาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ของเวฬุวันอาราม) ทรงประทับนั่งและทรงพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าจะมีคนมาสร้างอารามขนาดใหญ่นามว่า “วัดบุพพาราม” ตามที่ตั้งทางทิศตะวันออก จากนั้นพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุองค์หนึ่งประดิษฐานไว้ที่นี่ จากนั้นจึงได้ชื่อว่าวัดบุพพาราม ปัจจุบันวัดบุพพารามตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏหลักฐานในชินกาลมาลีปกรณ์ว่าสร้างขึ้นในสมัยพญาเมืองแก้ว ใน พ.ศ.2040
++ อโศการาม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จไปทางทิศตะวันตก (ของบุพพาราม) มีชาวลวะ 2 คน ยิงวัวเถื่อนเอาเนื้อมาย่าง และนำถวายแด่พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเสวยและพยากรณ์ว่า ต่อไปภายหน้าจะมีคนมาสร้างอารามนามว่า อโศการาม จากนั้นพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้และได้ชื่อว่า วัดอโศการาม ปัจจุบันวัดอโศการาม คือ วัดป่าแดงหลวง (ร้าง) พงศาวดารโยนกกล่าวว่า พญาติโลกราชสร้างสถูปแห่งนี้ไว้เพื่อบรรจุพระอัฐิของพญาสามฝั่งแกนผู้เป็นพระราชบิดา ในพ.ศ.1980 และชินกาลมาลีปกรณ์กล่าวว่า วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาลังกาสายใหม่ หรือนิกายป่าแดง ซึ่งพญาติโลกราชทรงเป็นผู้อุปถัมภ์
++ พีชอาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปทางทิศใต้ (ของอโศการาม) ประทับอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง มีลวะ 2 คน นำมะม่วงมาถวายแด่พระพุทธเจ้า จากนั้นก็มีลวะทั้งหลายนำมะปราง มะขุน (ส้มซ่า) และข้าวซ้อมมือมาถวาย พร้อมทั้งนำส้มป่อยและน้ำหอมมาถวายเพื่อสรงและล้างพระหัตถ์ จากนั้นพระองค์ทรงเทศนาแก่พวกลวะตลอด 3 วัน 3 คืน และทรงพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าจะมีคนมาสร้างอารามนามว่า พีชอาราม และพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้ด้วย ปัจจุบันพีชอาราม คือ วัดหลวงศรีเกิด ซึ่งจารึกอัญเชิญพระเจ้าแข้งคมเข้าเวียงสมัยพระเจ้ากาวิละ กล่าวถึงชื่อ วัดหลวงโพธิรุกขพิชชาราม อันเป็นที่อยู่ของพระมหาสมเด็จนนทาวิริยวังโส สันนิษฐานว่าคือวัดศรีเกิด ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระเจ้าแข้งคม
++ สังฆาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ของพีชอาราม) ทรงประทับยังที่แห่งหนึ่ง มีนักบวชม่าน 7 รูป มานอนพำนักอยู่ที่นั่น ครั้นเห็นพระพระพุทธเจ้าเสด็จมาก็ถวายอภิวาท พระองค์จึงทรงพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าสถานที่นี้จะมีผู้มาสร้างอารามนามว่า สังฆาราม และพระเจ้าอโศกราชก็ทูลขอพระเกศาธาตุหนึ่งองค์ประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้ด้วย ปัจจุบันสังฆาราม คือ วัดเชียงมั่น ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพญามังรายเมื่อครั้งแรกสร้างเมืองเชียงใหม่ และสร้างเจดีย์องค์ใหม่ใน พ.ศ.2014 สมัยพญาติโลกราช
++ นันทอาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ของสังฆาราม) ลวะคนหนึ่งเห็นพระพุทธองค์เสด็จมาจึงรีบปลูกกระท่อมใหญ่หลังหนึ่งเพื่อให้พระองค์ประทับ พระองค์ก็ทรงเมตตาประทับอยู่ในกระท่อมนั้น 1 คืน แล้วตรัสพยากรณ์ว่า ตถาคตอยู่สถานที่นี้ด้วยความสำราญ ต่อไปภายหน้าจะมีผู้มาสร้างอารามขึ้นชื่อว่า นันทอาราม และพระเจ้าอโศกราชก็ทูลขอพระเกศาธาตุประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้ด้วย ปัจจุบันนันทอาราม หรือวัดนันทาราม ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองเชียงใหม่
++ โชติอาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งมีลวะอาราธนานิมนต์พระพุทธเจ้าไปยังบ้านของตน เมื่อไปถึง ลวะผู้นั้นเกิดศรัทธาอย่างยิ่งจึงฝังค้างฉัตร ธงแผ่นผ้าถวายเป็นพุทธบูชา จากนั้นมีชีม่านรูปหนึ่งอายุ 120 ปี เห็นพระพุทธองค์จึงเปลื้องผ้าสไบจุดไฟถวายเป็นพุทธบูชา พระพุทธองค์จึงทรงพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าจะมีผู้คนมาสร้างอารามขนาดใหญ่นามว่า โชติอาราม และพระเจ้าอโศกราชก็ทูลขอพระเกศาธาตุบรรจุไว้ในกระบอกไม้ซาง ใส่ในผอบทองคำใหญ่ 7 กำมือ ลวะทั้งหลายขุดหลุมลึก 400 ศอก บรรจุในก้นหลุมและเอาสมบัติถมใส่เป็นจำนวนมาก และพระอินทร์ก็ทรงเนรมิตจักรยนตร์ป้องกันไว้ และก่อสถูปครอบไว้สูง 300 ศอก และทรงพยากรณ์ต่อว่า เมื่อตถาคตนิพพานลงแล้วจึงเอาธาตุอุ้งมือข้างขวามาประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้ด้วย ปัจจุบันโชติอาราม คือ วัดเจดีย์หลวง ซึ่งถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยพญาแสนเมืองมา ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 20
ดังนั้นมหาอารามทั้ง 8 แห่งที่ปรากฏในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก จึงเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเมืองเชียงใหม่ที่มีการประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าในอารามต่าง ๆ รวมถึงยังเป็นสถานที่ที่พระองค์เคยเสด็จมาด้วยพระองค์และมีพุทธพยากรณ์ถึงสถานที่นั้น ๆ ด้วยเหตุนี้ทำให้พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกเป็นเสมือนเครื่องมือตอกย้ำการมีตัวตนจริงของพระพุทธเจ้า พระบรมสารีริกธาตุ รอยพระพุทธบาท และอารามสำคัญ
ค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่
เอกสารประกอบการเรียบเรียง
กตัญญู ชูชื่น. พระเจ้าเลียบโลกฉบับล้านนา: บทวิเคราะห์ (วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาไทย ภาควิชาภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2525).
เธียรชาย อักษรดิษฐ์. ตำนานพระเจ้าเลียบโลก: การศึกษาพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมล้านนา (โครงการวิจัยย่อยในกรอบของโครงการวิจัยเขตเศรษฐกิจวัฒนธรรมภาคเหนือตอนบน ทุนเมธีวิจัยอาวุโส สกว. และทุนสนับสนุนฝ่ายชุมชนและสังคม สกว. ประจำปี 2548).
พระยาประชากิจกรจักร. พงศาวดารโยนก. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: คลังวิทยา, 2507.
พระรัตนปัญญาเถระ. ชินกาลมาลีปกรณ์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มิตรนภาการพิมพ์, 2510.
พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก. เชียงใหม่: โรงพิมพ์นันทพันธ์, 2553. (พิมพ์เนื่องในงานพิธีกฐินพระราชทาน ณ วัดพระธาตุหริภุญไชย วรมหาวิหาร ลำพูน วันที่ 31 ตุลาคม 2553 และในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมายุครบ 83 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2553)
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะล้านนา. กรุงเทพฯ: มติชน, 2556.
สุรพล ดำริห์กุล. ประวัติศาสตร์และศิลปะล้านนา. นนทบุรี: เมืองโบราณ, 2561.
ฮันส์ เพนธ์, พรรณเพ็ญ เครือไทย และศรีเลา เกษพรหม. ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 2 จารึกพระเจ้ากาวิละ พ.ศ.2334-2357. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2541.











“มหาอารามตามพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก”
พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก เป็นวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาที่แพร่หลายในดินแดนล้านนาและดินแดนล้านช้าง สันนิษฐานว่าถูกประพันธ์ขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 19-20 ในดินแดนล้านนา และเผยแผ่ไปยังดินแดนล้านช้างในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ใน พ.ศ.2058 อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเผยแผ่ไปยังดินแดนล้านช้าง แต่เนื้อหาและสถานที่ที่ถูกล่าวถึงยังคงเป็นสถานที่ในดินแดนล้านนา ซึ่งเป็นต้นฉบับของวรรณกรรมเรื่องนี้ นอกจากนี้พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกปรากฏต้นฉบับใบลานที่คัดลอกต่อ ๆ มาหลายฉบับ เช่น ตำนานพระเจ้าเลียบโลกฉบับวัดกู่คำ จังหวัดเชียงใหม่ ตำนานพระเจ้าเลียบโลกฉบับวัดเวียง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง พุทธตำนานฉบับวัดเชียงมั่น จังหวัดเชียงใหม่ ตำนานพุทธเลียบโลกฉบับวัดดอนปิน อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนพุทธตำนานฝั่งล้านช้าง เช่น พระเจ้าเลียบโลกฉบับวัดบ้านแสนยาง อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี และพระเจ้าเยี่ยมโลกฉบับวัดโพธิ์ตก จังหวัดขอนแก่น เป็นต้น
เรื่องราวในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก กล่าวถึงการเสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ในดินแดนล้านนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังทรงประทับรอยพระพุทธบาท ประทานพระเกศาธาตุ และพยากรณ์บ้านเมืองต่าง ๆ เช่น เมืองหริภุญไชย (ลำพูน) เมืองนันทบุรี (น่าน) เมืองพระยาว (พะเยา) ลัมพกัปปนคร (ลำปาง) และนครพิงค์เชียงใหม่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงสถานที่ต่าง ๆ ในดินแดนล้านนา ซึ่งล้วนแต่เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์ เช่น บ้านชีชาง (เวียงกุมกาม) อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เมืองยวม ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ดอยอ่างสลุง ในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ดอยแจ้ขุม ในพื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เป็นต้น
พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก มีการกล่าวถึงนครพิงค์เชียงใหม่และมหาอารามในเมืองเขียงใหม่ว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่บนดอยคำหลวง (ปัจจุบันคือดอยคำ ตำบลแม่เหี้ย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่) เหล่าเทวดาทูลขอให้พระองค์ประทับรอยพระพุทธบาท พระองค์จึงเสด็จไปทางทิศตะวันออกพบก้อนหินงามก้อนหนึ่ง ทรงประทับรอยพระพุทธบาทและทรงรำพึงว่า ภายภาคหน้าจะเกิดเป็นมหานครขนาดใหญ่ เป็นที่อยู่แห่งกษัตริย์และคนทั้งหลาย พระศาสนาจะรุ่งเรืองในเมืองนี้ และเกิดมีมหาอารามขนาดใหญ่จำนวน 8 แห่ง
ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ทรงพบชีม่าน (นักบวชพม่า) 2 รูป นุ่งผ้าน่าเกลียด ครั้นเห็นพระพุทธองค์เสด็จมาก็อภิวาทและเอาบาตรถวาย 2 ลูก พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ท่านนุ่งผ้าน่าเกลียด ไม่เหมาะแก่สมณสารูป” ชีม่านทั้งสองเกิดความละอายจึงสละเพศนักบวชนั้นและทูลขอบวชต่อพระพุทธเจ้า พระองค์จึงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่ชีม่านทั้ง 2 และทรงพยากรณ์ว่า ด้วยเหตุนี้ภายภาคหน้าสถานที่นี้จะเป็นเมืองชื่อว่า อภินวนคร หรือเวียงเชียงใหม่ ส่วนมหาอารามทั้ง 8 ในนครแห่งนี้ ประกอบด้วย บุปผาราม เวฬุวันอาราม บุพพาราม อโศการาม พีชอาราม สังฆาราม นันทอาราม และโชติอาราม แต่ละแห่งจะได้ประดิษฐานพระเกศาธาตุแห่งละองค์
++ บุปผาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับโคนต้นบุนนาคต้นหนึ่ง มีคนแก่ 2 คน ปลูกต้นบุนนาค เพื่อนำดอกไปขาย ครั้นเห็นพระพุทธเจ้าจึงนำดอกบุนนาคมาถวายพระองค์ พระองค์ทรงตรัสพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าจะมีการสร้างอารามขนาดใหญ่นามว่า บุปผาราม (วัดสวนดอกไม้) จากนั้นพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุ พระองค์จึงประทานให้ และบรรจุไว้ในบุปผาราม ปัจจุบันบุปผาราม คือ วัดสวนดอก สร้างขึ้นสมัยพญากือนา เมื่อ พ.ศ.1915 เพื่อเป็นที่พำนักจำพรรษาของพระสุมนเถระที่อาราธนาจากเมืองสุโขทัย
++ เวฬุวันอาราม หรือ ป่าเวฬุนาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ของบุปผาราม) ทรงประทับนั่งที่โคนไม้หกกอหนึ่ง แล้วทรงพยากรณ์ว่า ในภายภาคหน้าสถานที่นี้จะได้ชื่อว่า ป่าเวฬุนาราม และพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุบรรจุไว้ ณ ที่นั้น จึงได้ชื่อว่า เวฬุวันวัดป่าหก ปัจจุบันเวฬุวันอาราม คือ วัดกู่เต้า ปรากฏชื่อในพงศาวดารโยนกและตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า “เวฬุวันกู่เต้า” ใน พ.ศ.2035 และถูกกล่าวถึงอีกครั้งใน พ.ศ.2305 ว่ากองทัพพม่าเข้ามาตั้งทัพบริเวณแห่งนี้
++ บุพพาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ของเวฬุวันอาราม) ทรงประทับนั่งและทรงพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าจะมีคนมาสร้างอารามขนาดใหญ่นามว่า “วัดบุพพาราม” ตามที่ตั้งทางทิศตะวันออก จากนั้นพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุองค์หนึ่งประดิษฐานไว้ที่นี่ จากนั้นจึงได้ชื่อว่าวัดบุพพาราม ปัจจุบันวัดบุพพารามตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏหลักฐานในชินกาลมาลีปกรณ์ว่าสร้างขึ้นในสมัยพญาเมืองแก้ว ใน พ.ศ.2040
++ อโศการาม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จไปทางทิศตะวันตก (ของบุพพาราม) มีชาวลวะ 2 คน ยิงวัวเถื่อนเอาเนื้อมาย่าง และนำถวายแด่พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเสวยและพยากรณ์ว่า ต่อไปภายหน้าจะมีคนมาสร้างอารามนามว่า อโศการาม จากนั้นพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้และได้ชื่อว่า วัดอโศการาม ปัจจุบันวัดอโศการาม คือ วัดป่าแดงหลวง (ร้าง) พงศาวดารโยนกกล่าวว่า พญาติโลกราชสร้างสถูปแห่งนี้ไว้เพื่อบรรจุพระอัฐิของพญาสามฝั่งแกนผู้เป็นพระราชบิดา ในพ.ศ.1980 และชินกาลมาลีปกรณ์กล่าวว่า วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาลังกาสายใหม่ หรือนิกายป่าแดง ซึ่งพญาติโลกราชทรงเป็นผู้อุปถัมภ์
++ พีชอาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปทางทิศใต้ (ของอโศการาม) ประทับอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง มีลวะ 2 คน นำมะม่วงมาถวายแด่พระพุทธเจ้า จากนั้นก็มีลวะทั้งหลายนำมะปราง มะขุน (ส้มซ่า) และข้าวซ้อมมือมาถวาย พร้อมทั้งนำส้มป่อยและน้ำหอมมาถวายเพื่อสรงและล้างพระหัตถ์ จากนั้นพระองค์ทรงเทศนาแก่พวกลวะตลอด 3 วัน 3 คืน และทรงพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าจะมีคนมาสร้างอารามนามว่า พีชอาราม และพระเจ้าอโศกราชทูลขอพระเกศาธาตุประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้ด้วย ปัจจุบันพีชอาราม คือ วัดหลวงศรีเกิด ซึ่งจารึกอัญเชิญพระเจ้าแข้งคมเข้าเวียงสมัยพระเจ้ากาวิละ กล่าวถึงชื่อ วัดหลวงโพธิรุกขพิชชาราม อันเป็นที่อยู่ของพระมหาสมเด็จนนทาวิริยวังโส สันนิษฐานว่าคือวัดศรีเกิด ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระเจ้าแข้งคม
++ สังฆาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ของพีชอาราม) ทรงประทับยังที่แห่งหนึ่ง มีนักบวชม่าน 7 รูป มานอนพำนักอยู่ที่นั่น ครั้นเห็นพระพระพุทธเจ้าเสด็จมาก็ถวายอภิวาท พระองค์จึงทรงพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าสถานที่นี้จะมีผู้มาสร้างอารามนามว่า สังฆาราม และพระเจ้าอโศกราชก็ทูลขอพระเกศาธาตุหนึ่งองค์ประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้ด้วย ปัจจุบันสังฆาราม คือ วัดเชียงมั่น ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพญามังรายเมื่อครั้งแรกสร้างเมืองเชียงใหม่ และสร้างเจดีย์องค์ใหม่ใน พ.ศ.2014 สมัยพญาติโลกราช
++ นันทอาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ของสังฆาราม) ลวะคนหนึ่งเห็นพระพุทธองค์เสด็จมาจึงรีบปลูกกระท่อมใหญ่หลังหนึ่งเพื่อให้พระองค์ประทับ พระองค์ก็ทรงเมตตาประทับอยู่ในกระท่อมนั้น 1 คืน แล้วตรัสพยากรณ์ว่า ตถาคตอยู่สถานที่นี้ด้วยความสำราญ ต่อไปภายหน้าจะมีผู้มาสร้างอารามขึ้นชื่อว่า นันทอาราม และพระเจ้าอโศกราชก็ทูลขอพระเกศาธาตุประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้ด้วย ปัจจุบันนันทอาราม หรือวัดนันทาราม ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองเชียงใหม่
++ โชติอาราม กล่าวถึงในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่า ครั้งหนึ่งมีลวะอาราธนานิมนต์พระพุทธเจ้าไปยังบ้านของตน เมื่อไปถึง ลวะผู้นั้นเกิดศรัทธาอย่างยิ่งจึงฝังค้างฉัตร ธงแผ่นผ้าถวายเป็นพุทธบูชา จากนั้นมีชีม่านรูปหนึ่งอายุ 120 ปี เห็นพระพุทธองค์จึงเปลื้องผ้าสไบจุดไฟถวายเป็นพุทธบูชา พระพุทธองค์จึงทรงพยากรณ์ว่า ภายภาคหน้าจะมีผู้คนมาสร้างอารามขนาดใหญ่นามว่า โชติอาราม และพระเจ้าอโศกราชก็ทูลขอพระเกศาธาตุบรรจุไว้ในกระบอกไม้ซาง ใส่ในผอบทองคำใหญ่ 7 กำมือ ลวะทั้งหลายขุดหลุมลึก 400 ศอก บรรจุในก้นหลุมและเอาสมบัติถมใส่เป็นจำนวนมาก และพระอินทร์ก็ทรงเนรมิตจักรยนตร์ป้องกันไว้ และก่อสถูปครอบไว้สูง 300 ศอก และทรงพยากรณ์ต่อว่า เมื่อตถาคตนิพพานลงแล้วจึงเอาธาตุอุ้งมือข้างขวามาประดิษฐานไว้ยังสถานที่นี้ด้วย ปัจจุบันโชติอาราม คือ วัดเจดีย์หลวง ซึ่งถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยพญาแสนเมืองมา ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 20
ดังนั้นมหาอารามทั้ง 8 แห่งที่ปรากฏในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก จึงเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเมืองเชียงใหม่ที่มีการประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าในอารามต่าง ๆ รวมถึงยังเป็นสถานที่ที่พระองค์เคยเสด็จมาด้วยพระองค์และมีพุทธพยากรณ์ถึงสถานที่นั้น ๆ ด้วยเหตุนี้ทำให้พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลกเป็นเสมือนเครื่องมือตอกย้ำการมีตัวตนจริงของพระพุทธเจ้า พระบรมสารีริกธาตุ รอยพระพุทธบาท และอารามสำคัญ
ค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่
เอกสารประกอบการเรียบเรียง
กตัญญู ชูชื่น. พระเจ้าเลียบโลกฉบับล้านนา: บทวิเคราะห์ (วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาไทย ภาควิชาภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2525).
เธียรชาย อักษรดิษฐ์. ตำนานพระเจ้าเลียบโลก: การศึกษาพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมล้านนา (โครงการวิจัยย่อยในกรอบของโครงการวิจัยเขตเศรษฐกิจวัฒนธรรมภาคเหนือตอนบน ทุนเมธีวิจัยอาวุโส สกว. และทุนสนับสนุนฝ่ายชุมชนและสังคม สกว. ประจำปี 2548).
พระยาประชากิจกรจักร. พงศาวดารโยนก. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: คลังวิทยา, 2507.
พระรัตนปัญญาเถระ. ชินกาลมาลีปกรณ์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มิตรนภาการพิมพ์, 2510.
พุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก. เชียงใหม่: โรงพิมพ์นันทพันธ์, 2553. (พิมพ์เนื่องในงานพิธีกฐินพระราชทาน ณ วัดพระธาตุหริภุญไชย วรมหาวิหาร ลำพูน วันที่ 31 ตุลาคม 2553 และในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมายุครบ 83 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2553)
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะล้านนา. กรุงเทพฯ: มติชน, 2556.
สุรพล ดำริห์กุล. ประวัติศาสตร์และศิลปะล้านนา. นนทบุรี: เมืองโบราณ, 2561.
ฮันส์ เพนธ์, พรรณเพ็ญ เครือไทย และศรีเลา เกษพรหม. ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 2 จารึกพระเจ้ากาวิละ พ.ศ.2334-2357. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2541.











(จำนวนผู้เข้าชม 20 ครั้ง)