...

ความรู้ทั่วไป
คูเมืองมีห่าน พิพิธภัณฑ์มีหงส์

“คูเมืองมีห่าน พิพิธภัณฑ์มีหงส์ มาถึงเชียงใหม่ ต้องแวะมาดูให้ครบ!”ช่วงนี้ใครผ่านคูเมืองเชียงใหม่ คงได้เห็น “ห่านน้อยใหญ่” ว่ายน้ำเพลินๆ กันเต็มไปหมดนอกจากจะน่ารักแล้ว…ห่านเหล่านี้ยังช่วยบำบัดน้ำเสีย และกำจัดวัชพืชในคูเมืองด้วยนะครับ แต่รู้ไหมว่า…ไม่ใช่แค่คูเมืองที่มีสัตว์น้ำให้ชมภายใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ยังมี โบราณวัตถุรูปหงส์และเป็ด ที่สะท้อนคติความเชื่อและงานศิลป์เก่าแก่ของชาวล้านนา ห่านคูเมืองอาจทำให้ใจสดชื่น แต่หงส์โบราณในพิพิธภัณฑ์ จะพาเราไปสัมผัสเสน่ห์ของศิลปะและเรื่องราวในอดีต พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ–อาทิตย์**ใครไปคูเมืองตามหาห่าน…แวะมาตามหาหงส์ในพิพิธภัณฑ์ด้วยนะครับ#ห่านคูเมือง #หงส์พิพิธภัณฑ์ #เที่ยวเชียงใหม่ cr.ภาพ background จากเพจ เชียงใหม่ CM108 ข่าวเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ตานก๋วยสลาก ในวัฒนธรรมล้านนา

ตานก๋วยสลาก ในวัฒนธรรมล้านนา ตานก๋วยสลาก หรือ บุญสลากภัต จัดขึ้นช่วงเดือน 12 เหนือ (เดือน 10 ใต้) เพื่ออุทิศบุญกุศลแก่บรรพบุรุษ “ก๋วยสลาก” คือภาชนะไม้ไผ่สานใส่ข้าวสาร อาหารแห้ง ดอกไม้ ธูปเทียน และชื่อผู้ที่ต้องการอุทิศบุญไปให้ ประเพณีนี้คล้ายคลึงกับพิธีทำบุญในภูมิภาคอื่น ๆ ของไทย เช่น บุญสารทเดือนสิบ (ภาคกลาง) ชิงเปรต (ภาคใต้) แซนโฎนตา (อีสานใต้) บุญข้าวประดับดิน (อีสานเหนือ)Khuai Salak (Merit-Making Tradition in Lanna) “Khuai Salak” or Salak Phat is a Lanna merit-making ceremony held around September–October, to dedicate merits to ancestors Offerings such as rice, dried food, flowers, candles, and a name slip are placed in a bamboo basket Similar traditions across Thailand include:Sart Duen Sip (Central)Ching Pret (Southern)Pchum Ben / Sandonta (Lower Northeast)Khao Pradap Din (Upper Northeast)ยถา วาริวหา ปูรา ปริปูเรนฺติ สาครํ เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ฉันใด ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วในโลกนี้ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้วได้ฉันนั้น

พระพิมพ์จากวัดธาตุกุด ร้าง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“พระพิมพ์จากวัดธาตุกุด (ร้าง) อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน”วัดธาตุกุด (ร้าง) หรือเจดีย์มอญปากบ่อง ตั้งอยู่ที่ตำบลปากบ่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน กรมศิลปากรได้ดำเนินงานทางโบราณคดีเมื่อ พ.ศ.2553 พบหลักฐานการสร้างซ้อนทับกัน 2 สมัย โดยสมัยแรกก่อสร้างเป็นเจดีย์ทรงระฆังในฐานแปดเหลี่ยม ซึ่งสถาปัตยกรรมแบบล้านนาช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 ต่อมามีการก่อขยายส่วนฐานให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เปลี่ยนแปลงรูปแบบเป็นศิลปะแบบมอญ-พม่า สันนิษฐานว่าเป็นงานบูรณะในช่วงพุทธศตวรรษที่ 23-24 นอกจากนี้ จากการขุดค้นทางโบราณคดี พบพระพิมพ์ดินเผาศิลปะพม่าแบบมัณฑเลจำนวนมาก ซึ่งเป็นรูปแบบพระพิมพ์ที่ไม่พบในที่ใดของดินแดนล้านนา ปัจจุบันพระพิมพ์จากการขุดค้นวัดธาตุกุด (ร้าง) แห่งนี้จัดแสดงอยู่ที่ห้องพระพิมพ์ล้านนา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่พระพิมพ์ที่พบจากการดำเนินงานทางโบราณคดีวัดธาตุกุด (ร้าง) ส่วนมากเป็นพระพิมพ์ดินเผา สามารถจำแนกรูปแบบศิลปะออกเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ 1) ศิลปะหริภุญไชย (พุทธศตวรรษที่ 17-18) พบจำนวน 7 ชิ้น ประกอบด้วย พระพิมพ์สามใบโพธิ์หรือพระพิมพ์สามใบศรี ซึ่งเป็นพระพิมพ์รูปพระพุทธเจ้าปางมารวิชัยเรียงกัน 3 องค์ และ พระพิมพ์พระสิบสอง ซึ่งเป็นพระพิมพ์รูปพระพุทธเจ้า 12 องค์ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะปาละ 2) พระพิมพ์ศิลปะพุกาม พบจำนวน 1 ชิ้น มีลักษณะเป็นพระพิมพ์พระพุทธรูปประทับนั่งสมาธิราบบนฐานที่มีสิงห์แบกรองรับฐาน 3) พระพิมพ์ศิลปะท้องถิ่นล้านนา อิทธิพลศิลปะอังวะ พบจำนวน 7 ชิ้น เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชรปางมารวิชัยบนฐานบัวลูกแก้วอกไก่ ไม่ทรงเครื่อง พระรัศมีเป็นเปลวสูง และ 4) พระพิมพ์พระพุทธรูปทรงเครื่องศิลปะมัณฑเล พบจำนวน 19 ชิ้น มีลักษณะเป็นพระพิมพ์พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานสูง สวมศิราภรณ์ทรงมงกุฎแหลมคล้ายชฎา สวมสังวาลรูปกากบาท ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นศิลปะพม่าที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอยุธยาในสมัยราชวงศ์คองบอง จากการศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า บริเวณปากบ่องหรือบริเวณวัดธาตุกุด (ร้าง) นี้น่าจะเป็นชุมชนพม่าที่มีความเข้มแข็งมาตั้งแต่สมัยดินแดนล้านนาอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์เจ้าองค์ดำ เชื้อสายล้านช้างซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพม่าให้ขึ้นปกครองนครเชียงใหม่ จากนั้นได้รบกับเทพสิงห์ (อดีตเจ้าเมืองเชียงใหม่) และเจ้าอัตวรปัญโญ (เจ้านครน่าน) บริเวณสบทาป่าซาง แสดงให้เห็นว่าบริเวณพื้นที่นี้น่าจะมีความสำคัญมากในครั้งอดีต ต่อมาช่วง พ.ศ.2294 กลุ่มไทลื้อและไทเขิน พากันสู้รบขับไล่พม่าจากเมืองเชียงแสน เพี้ย-นรลักษณ์ เจ้าเมืองเชียงแสนซึ่งเป็นขุนนางพม่าได้หลบหนีมาอยู่บริเวณสบทาระยะหนึ่ง ก่อนจะชิงเมืองเชียงแสนกลับมาได้ นอกจากนี้ปรากฏหลักฐานว่าช่วง พ.ศ.2307 พม่านำเรือจากเมืองเชียงใหม่มาเกณฑ์ข้าวจากสบทาไปถึง 1,000 ต๋าง (กระบุง) ดังนั้นช่วงพุทธศตวรรษที่ 23-24 นี้เองที่บริเวณวัดธาตุกุด (ร้าง) มีความสำคัญในฐานะชุมชนพม่าที่มีความเข้มแข็ง สอดคล้องกับรูปแบบศิลปกรรมและพระพิมพ์ที่พบจากการดำเนินงานทางโบราณคดี ต่อมาชุมชนแห่งนี้น่าจะถูกทิ้งร้างลงเมื่อทัพเมืองลำพูนและทัพวังพร้าวร่วมกันปราบปรามชุมชนพม่า และฟื้นตัวอีกครั้งเมื่อชุมชนชาวจีนจากสระบุรีขึ้นมาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนและประกอบการค้าค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียงสายกลาง จินดาสุ และคณะ. นามานุกรมแหล่งมรดกวัฒนธรรมในพื้นที่ล้านนาตะวันตก. เชียงใหม่: หจก.เชียงใหม่สแกนเนอร์, 2560.สุระ พิริยะสงวนพงศ์. พระพุทธรูปศิลปะพม่า รูปแบบและพัฒนาการ ตั้งแต่สมัยพุกาม-หลังมัณฑเล. นนทบุรี: มิวเซียมเพรส, 2568.หจก.เฌอ กรีน. รายการเบื้องต้น การขุดค้น-ขุดแต่งโบราณสถานวัดธาตุกุด (ร้าง), เสนอ สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่. เชียงใหม่: สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่, 2553.

พระพุทธรูปศิลปะอยุธยาที่พบจากเวียงกุมกาม จังหวัดเชียงใหม่

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“พระพุทธรูปศิลปะอยุธยาที่พบจากเวียงกุมกาม จังหวัดเชียงใหม่”“เวียงกุมกาม” ปัจจุบันตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวียงโบราณที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1829 โดยพระญามังราย สันนิษฐานว่าพื้นที่ตั้งเวียงแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ที่ประสบปัญหาอุทกภัยบ่อยครั้งและมีภูมิประเทศที่ไม่เหมาะสมต่อการสร้างเมือง พระญามังรายจึงได้ย้ายไปสร้างเมืองเชียงใหม่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำปิงใน พ.ศ.1839 อย่างไรก็ดีเวียงกุมกามก็ยังคงมีการใช้พื้นที่มาตลอดสมัยอาณาจักรล้านนา กระทั่งถูกทิ้งร้างหลังตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า และเวียงแห่งนี้ได้ถูกตะกอนดินทับถมเป็นเวลากลายร้อยปี กระทั่งมีการดำเนินงานทางโบราณคดีให้เวียงแห่งนี้กลับมาเผยโฉมอีกครั้งเมื่อ พ.ศ.2527พ.ศ.2527 กรมศิลปากรได้เริ่มดำเนินงานทางโบราณคดีที่เวียงกุมกาม โดยสำรวจพบวัดร้าง 25 แห่ง และโบราณสถาน 2 แห่งที่ยังมีการใช้งานอยู่ คือ วัดช้างถ้ำกานโถม และวัดเจดีย์เหลี่ยม จากนั้นได้ขุดค้นทางโบราณคดีและบูรณะเสริมความมั่นคงตามวัดต่าง ๆ นับตั้งแต่ พ.ศ.2528 เป็นต้นมา พบหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากที่สะท้อนความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมล้านนาและการติดต่อสัมพันธ์กับดินแดนอื่น ๆ โดยเฉพาะจีนและกรุงศรีอยุธยา ที่จะกล่าวต่อไปนี้พ.ศ.2531-2532 หน่วยศิลปากรที่ 4 กองโบราณคดี กรมศิลปากร ได้ดำเนินการขุดค้น-ขุดแต่งทางโบราณคดีวัดหัวหนอง (ร้าง) และวัดพระเจ้าองค์ดำ (ร้าง) พบเศียรพระพุทธรูปสำริดศิลปะอยุธยาแห่งละ 1 ชิ้น ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ โบราณสถานวัดหัวหนอง (ร้าง) เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในพื้นที่เวียงกุมกาม แต่เดิมตั้งอยู่ใกล้กับหนองน้ำ จึงเรียกว่าวัดหัวหนอง โบราณสถานแห่งนี้ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 วิหารและเจดีย์ช้างล้อม กลุ่มที่ 2 อุโบสถและมณฑป และกลุ่มที่ 3 แนวกำแพงแก้วและซุ้มโขง จากการขุดค้นโบราณสถานแห่งนี้พบเศียรพระพุทธรูปสำริดศิลปะอยุธยา มีลักษณะพระพักตร์เหลี่ยม พระขนง(คิ้ว)ต่อกันเป็นปีกกา ปรากฏขอบไรพระศก เม็ดพระศกขนาดเล็กคล้ายหนามขนุน และพระรัศมีเป็นเปลว เมื่อเทียบเคียงรูปแบบศิลปะ สามารถกำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 โดยมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปสำริดจากวัดธรรมิกราช และที่พบจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดังนั้นโบราณสถานแห่งนี้สามารถกำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 โบราณสถานวัดพระเจ้าองค์ดำ (ร้าง) ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเวียงกุมกาม เดิมเป็นเนินโบราณสถาน 2 เนิน เรียกว่าเนินพระเจ้ามังรายและเนินพระเจ้าองค์ดำ สาเหตุที่เรียกเนินพระเจ้าองค์ดำเนื่องจากพบพระพุทธรูปสำริดที่ถูกไฟไหม้ เมื่อกรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดค้น-ขุดแต่งทางโบราณดคี ได้แยก 2 เนินดังกล่าวออกเป็น 2 วัด คือ วัดพระเจ้ามังรายแห่งหนึ่งและวัดพระเจ้าองค์ดำแห่งหนึ่ง จากการขุดค้นโบราณสถานแห่งนี้พบเศียรพระพุทธรูปสำริด ลงรักปิดทอง ศิลปะอยุธยา มีลักษณะพระพักตร์รูปไข่ที่ได้รับอิทธิพลศิลปะสุโขทัย ปรากฏขอบไรพระศก ปรากฏเส้นวงแหวนใต้อุษณีษะ และพระรัศมีเป็นเปลวสูง เมื่อเทียบเคียงรูปแบบศิลปะ สามารถกำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 โดยมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปสำริดที่พบจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดังนั้นโบราณสถานแห่งนี้น่าจะมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-21 หลักฐานศิลปกรรมแบบอยุธยาซึ่งเป็นดินแดนทางตอนใต้ที่แพร่เข้ามายังดินแดนล้านนาแสดงให้เห็นว่า ทั้ง 2 ดินแดนมีการติดต่อสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสงคราม การค้า และศาสนา โดยพบหลักฐานอยู่ที่เวียงกุมกามแห่งนี้เป็นหลักฐานทางโบราณคดีในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19-20 อันสะท้อนให้เห็นว่าช่วงเวลาดังกล่าวเวียงกุมกามยังถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ถูกทิ้งร้างไปอย่างสิ้นเชิงหลังการสถาปนานครพิงค์เชียงใหม่ ค้นคว้า/เรียบเรียง นายนนทวัชร์ ไกรสกุล ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียงพิสิฐศักดิ์ บรรณานุรักษ์ และเสน่ห์ มั่นประสงค์. รายงานการขุดแต่งและบูรณะเสริมความมั่นคง วัดหัวหนอง เวียงกุมกาม เสนอ หน่วยศิลปากรที่ 4 กองโบราณคดี กรมศิลปากร. ม.ป.ท, 2531.ศักดิ์ชัย สายสิงห์. พระพุทธรูป พระพิมพ์ จากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ พระนครศรีอยุธยา. นนทบุรี: เมืองโบราณ, 2564.ศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี. โบราณคดีสามทศวรรษที่เวียงกุมกาม. กรุงเทพฯ: ถาวรกิจการพิมพ์, 2548.สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะอยุธยา งานช่างหลวงแห่งแผ่นดิน. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2542.


black ribbon.