พับสาวัดสันป่าเลียง ภาพสะท้อนบทบาทกลุ่มชาวลัวะผลิตเหล็กช่วงเจ้าเจ็ดตนฟื้นฟูล้านนา เก็บผักใส่ช้า เก็บข้าใส่เมือง
องค์ความรู้ชุด “The Kingdom’s Blacksmith : ลัวะทำเหล็กแห่งอาณาจักรล้านนา”⚔️⚔️
EP. 2 พับสาวัดสันป่าเลียง ภาพสะท้อนบทบาทกลุ่มชาวลัวะผลิตเหล็กช่วงเจ้าเจ็ดตนฟื้นฟูล้านนา “เก็บผักใส่ช้า เก็บข้าใส่เมือง”
.
..เรียบเรียงโดย ยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีชำนาญการ
.
..พับสาฉบับนี้ต้นฉบับมาจากวัดสันป่าเลียง ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวน 136 หน้า สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอยืมต้นฉบับมาถ่ายไมโครฟิล์ม โดยให้ชื่อว่า ประวัติศาสตร์ครองเมืองเชียงใหม่ ต่อมา ศาสตราจารย์เกียรติคุณสรัสวดี อ๋องสกุล ได้ปริวรรตและศึกษาเนื้อหาทั้งหมดตั้งชื่อใหม่พับสาเป็น “รวมเรื่องเมืองเชียงใหม่ : หลักฐานประวัติศาสตร์” สันนิษฐานว่าต้นฉบับน่าจะถูกเขียนขึ้นช่วงพุทธศตวรรษที่ 24
.
..เรื่องราวที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้กล่าวถึงเหตุการณ์ ในปี พ.ศ. 2327 ตรงกับช่วงพระเจ้ากาวิละ เป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่ (ตั้งมั่นที่เวียงป่าซาง) โดยกลุ่มเจ้านายในราชสำนักเชียงใหม่ร่วมกันออกกฎหมายคุ้มครอง “ลัวะส่วยเชา” คือชุมชนของชาวลัวะที่มีสถานะเป็น “ไพร่ส่วย” ซึ่งธรรมเนียมดังกล่าวเป็นไปตามจารีตประเพณีเก่าแก่ที่กระทำมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษของชาวลัวะ ระบุถึงชุมชนไพร่ส่วยชาวลัวะ จำนวนรวมทั้งสิ้น 12 ตอ (หน่วยชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตทรัพยากร) กำหนดให้ชาวลัวะกลุ่มต่าง ๆ มีหน้าที่ต้องส่งส่วย ดังนี้
.
..1) กลุ่มลัวะตอบ่อเหล็ก (ชุมชนแหล่งผลิตทรัพยากรเหล็ก) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรแร่เหล็กในแผ่นดินเป็นเงินบริสุทธิ์ 1,000 เงิน จ่ายเงินตราแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน 1,200 เงิน ค่าตอบแทนพิเศษสินน้ำใจ ค่าสมุดและค่าดินสอ เป็นเงิน 150 เงิน
.
..2) กลุ่มลัวะตอพราน (ชุมชนแหล่งผลิตทรัพยากรของป่า) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรของป่าในแผ่นดินเป็นเงินบริสุทธิ์ 220 เงิน
.
..3) กลุ่มลัวะตอสามล้านนอก ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 300 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 1,600 เงิน
.
..4) กลุ่มลัวะตอวัด (ชุมชนที่ผลิตทรัพยากรส่งวัด) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน มีฝ้ายเส้น 1,200 หน่วย จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 122 เงิน และข้าวตอกดอกไม้
.
..5) กลุ่มลัวะตอสามล้านใน ส่งส่วย ค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน 250 เงิน
.
..6) กลุ่มลัวะตอยาขาง (ชุมชนแหล่งผลิตทรัพยากรยารักษาโรค) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน มีฝ้ายเส้น 500 หน่วย เทียน 5 คู่ ยารักษาโรคหรือสมุนไพร 800 ห่อ ผ้าขาวห่อหนึ่ง
.
..7) กลุ่มลัวะตอท้องช้าง ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 200 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 72 เงิน
.
.. กลุ่มลัวะบ้านโต้ม บ้านน่อง ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับเสี้ยว 82 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 300 เงิน ค่าสมุดเป็นเงิน 1 ซีก ค่าดินสอเป็นเงิน 1 เสี้ยว
.
..9) กลุ่มลัวะบ้านน้อย บ้านเลิงข่วงก่อ ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 120 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน 700 เงิน ค่าตอบแทนพิเศษสินน้ำใจ ค่าสมุด และค่าดินสอ ด้วยเงินที่มีตราประทับ รวมเป็นเงิน 70 เงิน
.
..10) กลุ่มลัวะสลยู บ้านควร (บ้านกวน) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 100 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน 300 เงิน ค่าตอบแทนพิเศษ 100 เงิน ค่าชัน 1 เฟื้อง ค่าสมุดเป็นเงิน 1 ซีก ค่าดินสอเป็นเงิน 1 เสี้ยว และค่าหางจ่า 10 เงิน
.
..11) กลุ่มลัวะ 4 บ้าน บ้านเอิน ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินเป็นดอกเอื้องแซะ 250 ก้าน แบ่งเป็น ส่งเข้าในราชสำนักเชียงใหม่ 200 ก้าน ส่งที่ว่าราชการเมืองเชียงใหม่ 50 ก้าน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 200 เงิน
.
..12) กลุ่มลัวะบ้านทางครัว ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน มีข้าวสาร 120,000 หน่วย พริก 1,000 หน่วย เกลือ 1,000 หน่วย ฟักทอง 10 ลูก ปอ 10,000 หน่วย จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 100 เงิน
.
..จากเนื้อความจากพับสาฉบับของวัดสันป่าเลียง ช่วยสะท้อนให้เห็นภาพของการฟื้นฟูระบบอำนาจและเศรษฐกิจของรัฐบ้านเมือง ช่วงก่อนที่พระเจ้ากาวิละจะเข้าไปฟื้นฟูตั้งเมืองเชียงใหม่ กำจัดอำนาจพม่าให้หมดสิ้น และสร้างล้านนาให้กลับมาเข้มแข็ง มีรายละเอียดประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
.
..1) ประเด็นการฟื้นฟูอำนาจเชิงพื้นที่ ด้วยพื้นที่ทิวเขาถนนธงชัยทางด้านทิศตะวันตกของเชียงใหม่ และพื้นที่ด้านใต้เวียงเชียงใหม่ซึ่งมีชนชาวลัวะอาศัยค่อนข้างหนาแน่น ถือเป็นพื้นที่ปริมณฑลอำนาจการปกครองและเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญของราชธานีเชียงใหม่มาตั้งแต่โบราณ ดังนั้นการที่พระเจ้ากาวิละจะฟื้นฟูและสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบ้านเมือง จำเป็นจะต้องฟื้นฟูอำนาจเชิงพื้นที่เดิมให้กลับมาอยู่ในพระราชอำนาจก่อน จึงมีการทบทวน รื้อฟื้น และรับรองกฎหมายจารีตดั้งเดิมให้กับหัวหน้าชุมชนชาวลัวะ จำนวนรวม 12 ตอ หนึ่งในนั้นปรากฏชื่อ “ขุนบ่อเหล็ก” และ “ลวะตอบ่อเหล็ก”
.
..2) ประเด็นการฟื้นฟูอำนาจเชิงเศรษฐกิจและจัดเก็บทรัพยากร ข้อมูลจากหลักฐานเอกสารข้างต้น ได้กล่าวถึงศูนย์กลางอำนาจแห่งใหม่พยายามทบทวนและฟื้นฟูระบบการจัดเก็บทรัพยากรที่หลากหลายจาก “กลุ่มชาวลัวะ” ที่มีสถานะเป็น “ไพร่ส่วย” โดยรัฐบ้านเมืองใช้อำนาจเรียกร้องส่วนก่อให้เกิดผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจใน 2 ทาง ประกอบด้วย
.
2.1) ส่วยผลผลิต คือ ทรัพยากรที่ “ตอ”กลุ่มชาวลัวะนั้นสามารถจัดหาและผลิตได้ มีที่มาจากปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ตั้งถิ่นฐานและองค์ความรู้เฉพาะด้านของกลุ่มชน ทรัพยากรเหล่านี้นอกจากจะใช้หล่อเลี้ยงราชธานีแล้ว ยังอาจแปรประโยชน์เป็นสินค้า ในเชิงเศรษฐกิจการค้าของรัฐบ้านเมืองได้เช่นกัน
.
2.2) ส่วยภาษี คือ เงินหรือเงินตรา ที่ไพร่ส่วยต้องจ่ายให้รัฐบ้านเมืองแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน และค่าไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน หากสรุปข้อมูลจากเอกสารข้างต้นจะพบว่า กลุ่มตอลัวะ ที่จะต้องเสียภาษีมากที่สุดในบรรดาลัวะ 12 ตอ คือ กลุ่มลัวะตอบ่อเหล็ก ที่ต้องเสียภาษีรัฐบ้านเมืองมากถึง 2,200 เงินต่อปี คิดเป็น 31% ของรายได้จากลัวะตอทั้ง 12 กลุ่ม นัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มลัวะตอบ่อเหล็ก มีการนำทรัพยากรในแผ่นดินมาใช้ค่อนข้างสูง หรือไม่ทรัพยากรเหล็กอาจเป็นทรัพยากรที่รัฐบ้านเมืองตีมูลค่าสูง นอกจากนี้ชุมชนช่างทำเหล็กก็อาจมีขนาดใหญ่ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้หากนำภาษีหลัก 2 ส่วน คือ เชาและค่าฅาน จากลัวะทั้ง 12 ตอ ตามที่ปรากฏในเอกสารมารวมกัน จะพบว่า ในแต่ละปีรัฐบ้านเมืองจะมีรายได้เป็นเงินตรามากถึง 7,106 เงิน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสถานะพระคลังและการฟื้นฟูอำนาจของรัฐบ้านเมือง ในช่วงเจ้าเจ็ดตนฟื้นฟูล้านนาในระยะเวลาต่อมา
.
เอกสารอ้างอิง
- สรัสวดี อ๋องสกุล. (2557). ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อมรินทร์.
- สรัสวดี อ๋องสกุล. (2559). พินิจหลักฐาน ประวัติศาสตร์ล้านนา. เชียงใหม่: ศูนย์ล้านนาศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
- วิชญา มาแก้ว. (2559). ระบบเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในยุคทองของอาณาจักรล้านนา (ค.ศ.1355-1525). (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สาขาวิชาประวัติศาสตร์.
.
ที่มาของภาพ
- Erik Seidenfaden. (1940). The Lawa of Umphai and Middle Me Ping. The Journal of the Thailand Research Society, vol. 32, pt.1, 233-240.
- Hutchinson, E. W. (1935). The Lawa in Northern Siam. The Journal of the Siam Society, vol. 27, pt. 2, 153-168.
- Obayashi, Targo. (1964). The Lawa and Sgau Karen in Northwestern
Thailand. The Journal of the Siam Society, vol. 52, pt. 2, 199-216.
.
ขอขอบพระคุณ
- The Journal of the Siam Society
- สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์
.
#ลัวะทำเหล็ก #เหล็กล้านนา #โบราณโลหะวิทยาดินแดนล้านนา



EP. 2 พับสาวัดสันป่าเลียง ภาพสะท้อนบทบาทกลุ่มชาวลัวะผลิตเหล็กช่วงเจ้าเจ็ดตนฟื้นฟูล้านนา “เก็บผักใส่ช้า เก็บข้าใส่เมือง”
.
..เรียบเรียงโดย ยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีชำนาญการ
.
..พับสาฉบับนี้ต้นฉบับมาจากวัดสันป่าเลียง ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวน 136 หน้า สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอยืมต้นฉบับมาถ่ายไมโครฟิล์ม โดยให้ชื่อว่า ประวัติศาสตร์ครองเมืองเชียงใหม่ ต่อมา ศาสตราจารย์เกียรติคุณสรัสวดี อ๋องสกุล ได้ปริวรรตและศึกษาเนื้อหาทั้งหมดตั้งชื่อใหม่พับสาเป็น “รวมเรื่องเมืองเชียงใหม่ : หลักฐานประวัติศาสตร์” สันนิษฐานว่าต้นฉบับน่าจะถูกเขียนขึ้นช่วงพุทธศตวรรษที่ 24
.
..เรื่องราวที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้กล่าวถึงเหตุการณ์ ในปี พ.ศ. 2327 ตรงกับช่วงพระเจ้ากาวิละ เป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่ (ตั้งมั่นที่เวียงป่าซาง) โดยกลุ่มเจ้านายในราชสำนักเชียงใหม่ร่วมกันออกกฎหมายคุ้มครอง “ลัวะส่วยเชา” คือชุมชนของชาวลัวะที่มีสถานะเป็น “ไพร่ส่วย” ซึ่งธรรมเนียมดังกล่าวเป็นไปตามจารีตประเพณีเก่าแก่ที่กระทำมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษของชาวลัวะ ระบุถึงชุมชนไพร่ส่วยชาวลัวะ จำนวนรวมทั้งสิ้น 12 ตอ (หน่วยชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตทรัพยากร) กำหนดให้ชาวลัวะกลุ่มต่าง ๆ มีหน้าที่ต้องส่งส่วย ดังนี้
.
..1) กลุ่มลัวะตอบ่อเหล็ก (ชุมชนแหล่งผลิตทรัพยากรเหล็ก) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรแร่เหล็กในแผ่นดินเป็นเงินบริสุทธิ์ 1,000 เงิน จ่ายเงินตราแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน 1,200 เงิน ค่าตอบแทนพิเศษสินน้ำใจ ค่าสมุดและค่าดินสอ เป็นเงิน 150 เงิน
.
..2) กลุ่มลัวะตอพราน (ชุมชนแหล่งผลิตทรัพยากรของป่า) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรของป่าในแผ่นดินเป็นเงินบริสุทธิ์ 220 เงิน
.
..3) กลุ่มลัวะตอสามล้านนอก ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 300 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 1,600 เงิน
.
..4) กลุ่มลัวะตอวัด (ชุมชนที่ผลิตทรัพยากรส่งวัด) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน มีฝ้ายเส้น 1,200 หน่วย จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 122 เงิน และข้าวตอกดอกไม้
.
..5) กลุ่มลัวะตอสามล้านใน ส่งส่วย ค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน 250 เงิน
.
..6) กลุ่มลัวะตอยาขาง (ชุมชนแหล่งผลิตทรัพยากรยารักษาโรค) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน มีฝ้ายเส้น 500 หน่วย เทียน 5 คู่ ยารักษาโรคหรือสมุนไพร 800 ห่อ ผ้าขาวห่อหนึ่ง
.
..7) กลุ่มลัวะตอท้องช้าง ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 200 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 72 เงิน
.
.. กลุ่มลัวะบ้านโต้ม บ้านน่อง ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับเสี้ยว 82 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 300 เงิน ค่าสมุดเป็นเงิน 1 ซีก ค่าดินสอเป็นเงิน 1 เสี้ยว
.
..9) กลุ่มลัวะบ้านน้อย บ้านเลิงข่วงก่อ ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 120 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน 700 เงิน ค่าตอบแทนพิเศษสินน้ำใจ ค่าสมุด และค่าดินสอ ด้วยเงินที่มีตราประทับ รวมเป็นเงิน 70 เงิน
.
..10) กลุ่มลัวะสลยู บ้านควร (บ้านกวน) ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินด้วยเงินที่มีตราประทับ 100 เงิน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน 300 เงิน ค่าตอบแทนพิเศษ 100 เงิน ค่าชัน 1 เฟื้อง ค่าสมุดเป็นเงิน 1 ซีก ค่าดินสอเป็นเงิน 1 เสี้ยว และค่าหางจ่า 10 เงิน
.
..11) กลุ่มลัวะ 4 บ้าน บ้านเอิน ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดินเป็นดอกเอื้องแซะ 250 ก้าน แบ่งเป็น ส่งเข้าในราชสำนักเชียงใหม่ 200 ก้าน ส่งที่ว่าราชการเมืองเชียงใหม่ 50 ก้าน จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 200 เงิน
.
..12) กลุ่มลัวะบ้านทางครัว ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน มีข้าวสาร 120,000 หน่วย พริก 1,000 หน่วย เกลือ 1,000 หน่วย ฟักทอง 10 ลูก ปอ 10,000 หน่วย จ่ายเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงานด้วยเงินที่มีตราประทับ 100 เงิน
.
..จากเนื้อความจากพับสาฉบับของวัดสันป่าเลียง ช่วยสะท้อนให้เห็นภาพของการฟื้นฟูระบบอำนาจและเศรษฐกิจของรัฐบ้านเมือง ช่วงก่อนที่พระเจ้ากาวิละจะเข้าไปฟื้นฟูตั้งเมืองเชียงใหม่ กำจัดอำนาจพม่าให้หมดสิ้น และสร้างล้านนาให้กลับมาเข้มแข็ง มีรายละเอียดประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
.
..1) ประเด็นการฟื้นฟูอำนาจเชิงพื้นที่ ด้วยพื้นที่ทิวเขาถนนธงชัยทางด้านทิศตะวันตกของเชียงใหม่ และพื้นที่ด้านใต้เวียงเชียงใหม่ซึ่งมีชนชาวลัวะอาศัยค่อนข้างหนาแน่น ถือเป็นพื้นที่ปริมณฑลอำนาจการปกครองและเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญของราชธานีเชียงใหม่มาตั้งแต่โบราณ ดังนั้นการที่พระเจ้ากาวิละจะฟื้นฟูและสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบ้านเมือง จำเป็นจะต้องฟื้นฟูอำนาจเชิงพื้นที่เดิมให้กลับมาอยู่ในพระราชอำนาจก่อน จึงมีการทบทวน รื้อฟื้น และรับรองกฎหมายจารีตดั้งเดิมให้กับหัวหน้าชุมชนชาวลัวะ จำนวนรวม 12 ตอ หนึ่งในนั้นปรากฏชื่อ “ขุนบ่อเหล็ก” และ “ลวะตอบ่อเหล็ก”
.
..2) ประเด็นการฟื้นฟูอำนาจเชิงเศรษฐกิจและจัดเก็บทรัพยากร ข้อมูลจากหลักฐานเอกสารข้างต้น ได้กล่าวถึงศูนย์กลางอำนาจแห่งใหม่พยายามทบทวนและฟื้นฟูระบบการจัดเก็บทรัพยากรที่หลากหลายจาก “กลุ่มชาวลัวะ” ที่มีสถานะเป็น “ไพร่ส่วย” โดยรัฐบ้านเมืองใช้อำนาจเรียกร้องส่วนก่อให้เกิดผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจใน 2 ทาง ประกอบด้วย
.
2.1) ส่วยผลผลิต คือ ทรัพยากรที่ “ตอ”กลุ่มชาวลัวะนั้นสามารถจัดหาและผลิตได้ มีที่มาจากปัจจัยสภาพแวดล้อมที่ตั้งถิ่นฐานและองค์ความรู้เฉพาะด้านของกลุ่มชน ทรัพยากรเหล่านี้นอกจากจะใช้หล่อเลี้ยงราชธานีแล้ว ยังอาจแปรประโยชน์เป็นสินค้า ในเชิงเศรษฐกิจการค้าของรัฐบ้านเมืองได้เช่นกัน
.
2.2) ส่วยภาษี คือ เงินหรือเงินตรา ที่ไพร่ส่วยต้องจ่ายให้รัฐบ้านเมืองแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน และค่าไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน หากสรุปข้อมูลจากเอกสารข้างต้นจะพบว่า กลุ่มตอลัวะ ที่จะต้องเสียภาษีมากที่สุดในบรรดาลัวะ 12 ตอ คือ กลุ่มลัวะตอบ่อเหล็ก ที่ต้องเสียภาษีรัฐบ้านเมืองมากถึง 2,200 เงินต่อปี คิดเป็น 31% ของรายได้จากลัวะตอทั้ง 12 กลุ่ม นัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มลัวะตอบ่อเหล็ก มีการนำทรัพยากรในแผ่นดินมาใช้ค่อนข้างสูง หรือไม่ทรัพยากรเหล็กอาจเป็นทรัพยากรที่รัฐบ้านเมืองตีมูลค่าสูง นอกจากนี้ชุมชนช่างทำเหล็กก็อาจมีขนาดใหญ่ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้หากนำภาษีหลัก 2 ส่วน คือ เชาและค่าฅาน จากลัวะทั้ง 12 ตอ ตามที่ปรากฏในเอกสารมารวมกัน จะพบว่า ในแต่ละปีรัฐบ้านเมืองจะมีรายได้เป็นเงินตรามากถึง 7,106 เงิน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสถานะพระคลังและการฟื้นฟูอำนาจของรัฐบ้านเมือง ในช่วงเจ้าเจ็ดตนฟื้นฟูล้านนาในระยะเวลาต่อมา
.
เอกสารอ้างอิง
- สรัสวดี อ๋องสกุล. (2557). ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อมรินทร์.
- สรัสวดี อ๋องสกุล. (2559). พินิจหลักฐาน ประวัติศาสตร์ล้านนา. เชียงใหม่: ศูนย์ล้านนาศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
- วิชญา มาแก้ว. (2559). ระบบเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในยุคทองของอาณาจักรล้านนา (ค.ศ.1355-1525). (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สาขาวิชาประวัติศาสตร์.
.
ที่มาของภาพ
- Erik Seidenfaden. (1940). The Lawa of Umphai and Middle Me Ping. The Journal of the Thailand Research Society, vol. 32, pt.1, 233-240.
- Hutchinson, E. W. (1935). The Lawa in Northern Siam. The Journal of the Siam Society, vol. 27, pt. 2, 153-168.
- Obayashi, Targo. (1964). The Lawa and Sgau Karen in Northwestern
Thailand. The Journal of the Siam Society, vol. 52, pt. 2, 199-216.
.
ขอขอบพระคุณ
- The Journal of the Siam Society
- สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์
.
#ลัวะทำเหล็ก #เหล็กล้านนา #โบราณโลหะวิทยาดินแดนล้านนา



(จำนวนผู้เข้าชม 19 ครั้ง)