วัดท้ายน้ำ : วัดร้างในโรงเรียน
วัดท้ายน้ำ : วัดร้างในโรงเรียน
สืบสาวราวเรื่อง
วัดชายน้ำ หรือวัดท้ายน้ำ ปัจจุบันมีสถานะเป็นวัดร้าง ที่ไม่ปรากฏข้อมูลประวัติการก่อตั้งวัดที่ชัดเจน มีแค่เพียงคำบอกเล่าของชาวบ้านว่า ในอดีตบริเวณที่ตั้งของโรงเรียนเทศบาล ๑ ถนนนครนอก ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เคยเป็นพื้นที่ของวัดชายน้ำ หรือวัดท้ายน้ำมาก่อน ซึ่งได้กลายสภาพเป็นวัดร้างในภายหลัง ต่อมาเทศบาลนครสงขลาได้ขอใช้พื้นที่ดังกล่าวจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสงขลา เพื่อใช้เป็นที่ตั้งโรงเรียนเทศบาล ๑
ทั้งนี้ชื่อวัดชายน้ำน่าจะเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกขานกันทั่วไป โดยปรากฏชื่อนี้อยู่ในเอกสารของทางราชการ ๒ รายการ คือ
๑. โฉนดที่ดิน โฉนดที่ ๙๕๐ เล่ม ๑๐ หน้า ๕๐ ที่ดินระวาง ๒ต ๑อ/๑ เลขที่ดิน ๑ หน้าสำหรวด ๑๐๕๙ ตำบนบ่อยาง อำเพอเมืองสงขลา เนื้อที่ประมาน ๔ ไร่ ๓ งาน ๙๘.๘ วา ลงวันที่ สาม เดือน มีนาคม พุทธสักราช สองพันสี่ร้อยเก้าสิบสี่
๒.ทะเบียนข้อมูลวัดร้าง - ศาสนสมบัติกลาง จังหวัดสงขลา ของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสงขลา ณ วันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๗
ส่วนชื่อวัดท้ายน้ำได้ปรากฏอยู่ในแผนที่มณฑลนครศรีธรรมราชระวาง ๕ ต ๓ อ สเกล ๑/๖๔๐๐๐ วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ร.ศ.๑๒๔ ห้องพิมพ์ กรมแผนที่ กรุงเทพฯ (ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๔๘) และแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งเทศบาลเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา พุทธศักราช ๒๔๗๘ ซึ่งประกาศอยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ หน้า ๑๗๓๑ วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๘
ร่องรอยที่หลงเหลือ
ปัจจุบันวัดชายน้ำ (ร้าง) ยังคงหลงเหลือหลักฐานให้เห็นในที่ตั้งเดิม ประกอบด้วย
๑. อาคารเก๋งจีน ตั้งอยู่บริเวณลานด้านหน้าของอาคารโรงครัว ด้านข้างอาคารหอประชุมของโรงเรียน ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐฉาบปูนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีหลังคาทรงเก๋งจีน และมีขั้นบันไดยื่นออกมาด้านหน้า หันหน้าอาคารไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
ตัวอาคารเก๋งจีนก่ออิฐถือปูนและฉาบปูน มีช่องประตูทางเข้าด้านหน้าเพียงด้านเดียว คาดว่าเดิมคงเป็นบานประตูไม้ โดยธรณีประตูและทับหลังเหนือกรอบช่องประตูทำด้วยแท่งหินแกรนิต ผนังด้านหลังก่อปิดทึบ ผนังด้านข้างทั้งสองข้างทำช่องลมเป็นรูปวงกลมโดยประดับด้วยแผ่นกระเบื้องดินเผาแบบแผ่นโค้งที่วางเรียงเป็นรูปดอกไม้ ๖ กลีบ
หลังคาเก๋งจีนวางตัวในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ มีโครงสร้างหลังคาที่ทำด้วยแท่งหินแกรนิตและปูน มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผาแบบกระเบื้องกาบกล้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่นิยมในงานสถาปัตยกรรมแบบจีนทั่วไปของเมืองสงขลา โดยทำปลายสันหลังคาทั้งสองข้างปั้นปูนเป็นแฉกแหลม ส่วนปลายสันหลังคาของมุมทั้งสี่ประดับด้วยปูนปั้นลวดลายจีน คล้ายกับที่ประดับหอระฆังของวัดสุวรรณคีรี อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ผนังด้านนอกใต้ชายคาของหน้าจั่วประดับด้วยปูนปั้นและเครื่องถ้วยลายคราม ผสมกับการลงสีเป็นลวดลายแบบจีน
ภายในอาคารเป็นห้องขนาดเล็กที่มีฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยแบบศิลปะไทย โดยพระพุทธรูปดังกล่าวมีโครงสร้างภายในเป็นเหล็กก่อหุ้มด้วยปูนพลาสเตอร์ ประดับผิวด้านนอกด้วยแผ่นโลหะสีทองและทาสีทอง นอกจากนี้ยังมีการประดิษฐานพระพุทธสาวกที่ปั้นขึ้นมาจากปูนพลาสเตอร์ตั้งขนาบทั้งสองข้างของพระประธานด้วย ซึ่งโดยรวมแล้วรูปเคารพที่ประดิษฐานอยู่ภายในอาคารเป็นสิ่งที่ก่อสร้างขึ้นใหม่โดยเลียนแบบของโบราณ
๒. สถูปหลวงพ่อดำ ตั้งอยู่บริเวณใต้ถุนอาคารเรียน ห่างไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของอาคารเก๋งจีนประมาณ ๒๐ เมตร ซึ่งชาวบ้านและครูอาจารย์ในโรงเรียนมีความเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของพระภูมิเจ้าที่หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพื้นที่ เดิมมีสภาพเป็นแกนไม้ขนาดใหญ่อยู่ต่ำติดดิน ต่อมาในช่วงปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา จึงก่อปูนครอบทับมีความสูงประมาณ ๒ เมตร และตกแต่งให้สวยงาม
สิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ถูกรวบรวมมาเก็บไว้
นอกจากตัวอาคารเก๋งจีน และสถูปหลวงพ่อดำแล้ว ปัจจุบันยังปรากฏแผ่นป้ายศิลาจารึกอักษรจีน อีก ๒ แผ่น ซึ่งอาจารย์ ดร.เจษฎา นิลสงวนเดชะ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้กรุณาให้ความอนุเคราะห์ในการอ่าน-แปลข้อความภาษาจีน ดังนี้
๑. แผ่นป้ายศิลาจารึกอักษรจีน แผ่นที่ ๑ ตั้งอยู่ที่มุมทิศใต้ของตัวอาคารเก๋งจีน มีลักษณะเป็นแผ่นหินแกรนิตแกะสลักข้อความเป็นแถวในแนวดิ่งโดยใช้ตัวอักษรจีนโบราณแบบตัวย่อเป็นส่วนมาก มีตัวเต็มเพียงตัวเดียว เป็นภาษาจีนแบบฮกเกี้ยน มีเนื้อความโดยรวมกล่าวถึงชื่อของผู้ชาย คือ หลี่เฉิงเหริน และชื่อของผู้หญิง คือ หงฮุ่ยอิน ระบุช่วงเวลาว่าปีที่ ๕ รัชศกเจียชิ่ง ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๔๓ หรืออยู่ช่วงสมัยรัชกาลที่ ๑ ของกรุงรัตนโกสินทร์
๒. แผ่นป้ายศิลาจารึกอักษรจีน แผ่นที่ ๒ ตั้งอยู่ที่มุมทิศตะวันตกของตัวอาคารเก๋งจีน มีลักษณะเป็นแผ่นหินแกรนิตแกะสลักข้อความเป็นแถวในแนวดิ่งโดยใช้ตัวอักษรจีนร่วมสมัยซึ่งมีทั้งตัวย่อและตัวเต็ม เป็นภาษาจีนแบบฮกเกี้ยนเช่นกัน มีเนื้อความโดยรวมกล่าวถึงบุตรชายและบุตรสาวที่ร่วมกันสร้างป้ายจารึกนี้ บุตรชายมี ๒ คน คนโตชื่อ เทียนซื่อ คนรองชื่อ ซื่อเซิง ส่วนบุตรสาวมี ๓ คน คนโตชื่อ เหวยหนี่ว์ คนรองชื่อ เหวยเหลียน และคนสุดท้องชื่อ เหวยฉือ โดยป้ายนี้ระบุช่วงเวลาว่าปีที่ ๑๐ รัชศกถงจื้อ ตรงกับ พ.ศ.๒๔๑๔ หรืออยู่ช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕ ของกรุงรัตนโกสินทร์
แต่เดิมแผ่นป้ายศิลาจารึกอักษรจีนทั้ง ๒ แผ่นนี้ เป็นเพียงแผ่นหินถูกฝังซ่อนเร้นอยู่ที่บริเวณป่ากล้วยด้านหลังโรงเรียนเทศบาล ๑ โดยที่ไม่มีใครเคยทราบว่ามีจารึกตัวอักษรจีน จนกระทั่งเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๙ มีการไถปรับที่ดินด้านหลังโรงเรียนเพื่อทำถนน ทำให้แผ่นหินแกรนิตเหล่านี้ถูกวางระเกะระกะอยู่ริมทาง นายสำเนียง แก้วจรัส นักการภารโรงของโรงเรียนเทศบาล ๑ จึงนำแผ่นหินแกรนิตจำนวน ๒ แผ่น เข้ามาในโรงเรียนเพื่อจะดัดแปลงทำเป็นที่นั่งพักผ่อน ปรากฏว่าเมื่อล้างทำความสะอาด ได้พบว่าแผ่นหินทั้ง ๒ แผ่นนี้ มีตัวอักษรจีนจารึกอยู่ จึงนำมาติดตั้งไว้บริเวณด้านหน้าอาคารเก๋งจีนแทน
ดังนั้น แผ่นป้ายศิลาจารึกอักษรจีนเหล่านี้ก็คือป้ายปักหลุมฝังศพที่ถูกเคลื่อนย้ายมาจากทางด้านหลังของโรงเรียนเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๓๙ นั่นเอง ปัจจุบันยังมีชาวสงขลาบางส่วนเข้ามากราบไหว้ที่แผ่นป้ายปักหลุมฝังศพของบรรพบุรุษตามประเพณีความเชื่อแบบจีนในทุกเทศกาลเช็งเม้ง
สิ่งที่เกี่ยวข้อง แต่ถูกแยกไปในช่วงสงคราม
พระครูสมุห์ศุภชัย เจ้าอาวาสวัดแช่มอุทิศ ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ พระอธิการชู สุกโร เจ้าอาวาสวัดหัวป้อมใน ได้เคยมาอาศัยหลบภัยสงครามอยู่ที่วัดแช่มอุทิศ โดยท่านเป็นผู้นำเอาพระพุทธรูปจากวัดชายน้ำ (ร้าง) จำนวน ๒ องค์ ที่มีพุทธลักษณะแบบศิลปะไทยสมัยรัตนโกสินทร์มาเก็บรักษาไว้ที่วัดแช่มอุทิศ ประกอบด้วย
๑. พระพุทธมงคลรัศมีโชติ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อ ๑๐๐ ปี ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่ศาลาการเปรียญ วัดแช่มอุทิศ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิราบ เดิมองค์พระเป็นโลหะสีดำ ปัจจุบันได้มีการทาสีทองทั่วทั้งองค์ โดยอาจมีการพอกปูนทับองค์เดิมก่อนทาสี คาดว่าคงจะซ่อมแซมองค์พระเมื่อประมาณ พ.ศ ๒๕๖๐
๒. พระพุทธรูป (ไม่มีชื่อ) ที่ประดิษฐานอยู่ในศาลาหอฉัน วัดแช่มอุทิศ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิราบ วัสดุขององค์พระเป็นปูนทาสีทอง คาดว่าคงจะซ่อมแซมองค์พระ ในช่วงที่มีการการบูรณะซ่อมแซมศาลาหอฉันเมื่อประมาณ พ.ศ ๒๕๖๐
ข้อสันนิษฐานและข้อสรุปเบื้องต้น
๑. วัดชายน้ำ (ร้าง) เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสงขลา ห่างออกไปทางด้านทิศใต้ประมาณ ๒๐๐ เมตร และอยู่ใกล้ริมฝั่งทะเลสาบสงขลา อาจจะเคยมีอาคารเสนาสนะต่างๆ และพระพุทธรูปที่ไม่ทราบจำนวนแน่ชัด แต่ภายหลังเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาพบางอย่างภายในวัด และมีการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปของวัดอย่างน้อย ๒ องค์ ไปเก็บรักษาไว้ที่วัดแช่มอุทิศในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงทำให้วัดชายน้ำหรือวัดท้ายน้ำกลายสภาพเป็นวัดร้างไปในที่สุด
๒. อาคารเก๋งจีนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ อาจจะสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ หรือหลังจากนั้น โดยพิจารณาจากรูปแบบและเทคนิคการประดับช่องลมรูปวงกลมของผนังอาคารที่ใช้แผ่นกระเบื้องดินเผาแบบแผ่นโค้งวางเรียงเป็นรูปดอกไม้ ๖ กลีบ คล้ายกับการประดับตกแต่งกำแพงแก้วรอบพระอุโบสถวัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร ซึ่งพระอุโบสถได้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ สิ่งที่น่าสนใจอีกประการ คือ อาคารหลังนี้มีการทำปลายสันหลังคาทั้งสองข้างปั้นปูนเป็นแฉกแหลม อันเป็นสัญลักษณ์ของธาตุไฟตามความเชื่อในหลักการฮวงจุ้ยของจีน โดยธาตุไฟมักใช้กับอาคารที่เป็นศาสนสถาน และหอบรรพชน เพื่อให้มีนัยยะสื่อถึงพลังงาน ความกระตือรือร้น และความอบอุ่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำพาไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง
๓. การพบแผ่นป้ายปักหลุมฝังศพที่ระบุช่วงเวลาตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๑ ของกรุงรัตนโกสินทร์ อันเป็นช่วงเวลาที่เมืองสงขลายังตั้งศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่ฝั่งแหลมสน ในเขตอำเภอสิงหนคร แสดงให้เห็นว่าในพื้นที่ฝั่งบ่อยางก็มีกลุ่มคนจีนฮกเกี้ยนอาศัยอยู่เช่นกัน โดยเมืองสงขลาฝั่งบ่อยางในอดีตมีการแบ่งพื้นที่ให้การประกอบกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคนตายทั้งหมดล้วนแล้วแต่อยู่นอกพื้นที่ชุมชนหรือนอกกำแพงเมืองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเผาศพแบบชาวไทยพุทธ การฝังศพแบบคนเชื้อสายจีน หรือการฝังศพของชาวมุสลิม
สถานะปัจจุบันของโบราณสถาน
วัดชายน้ำ (ร้าง) ได้รับการประกาศรายชื่อโบราณสถาน ตามประกาศกรมศิลปากร เรื่อง รายชื่อโบราณสถานในเขตจังหวัดสงขลา ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๔๐ ตอนที่ ๑๔๙ง วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๖
และปัจจุบันอยู่ในระหว่างการเสนอเพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ตามมาตรา ๗ ของ พรบ.โบราณสถาน ฯ
ที่มาของข้อมูล
๑. โฉนดที่ดิน โฉนดที่ ๙๕๐ เล่ม ๑๐ หน้า ๕๐ ที่ดินระวาง ๒ต ๑อ/๑ เลขที่ดิน ๑ หน้าสำหรวด ๑๐๕๙ ตำบนบ่อยาง อำเพอเมืองสงขลา วันที่ สาม เดือน มีนาคม พุทธสักราช สองพันสี่ร้อยเก้าสิบสี่
๒. ทะเบียนข้อมูลวัดร้าง-ศาสนสมบัติกลาง จังหวัดสงขลา ของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสงขลา
๓. แผนที่มณฑลนครศรีธรรมราชระวาง ๕ ต ๓ อ สเกล ๑/๖๔๐๐๐ วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ร.ศ.๑๒๔ ห้องพิมพ์ กรมแผนที่ กรุงเทพฯ
๔. พระราชกฤษฎีกา จัดตั้งเทศบาลเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา พุทธศักราช ๒๔๗๘ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ หน้า ๑๗๓๑ วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๘
๕. อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช,รศ.ดร. ศาลเจ้าจีนในกรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ : มติชน,๒๕๖๘.
๖. สัมภาษณ์นายสำเนียง แก้วจรัส นักการภารโรงของโรงเรียนเทศบาล ๑ เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๗
๗. สัมภาษณ์นางกาญจนา จันทมัตตุการ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล ๑ เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๗
๘. สัมภาษณ์พระครูสมุห์ศุภชัย เจ้าอาวาสวัดแช่มอุทิศ ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๗
ขอขอบคุณ
อาจารย์ ดร.เจษฎา นิลสงวนเดชะ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความอนุเคราะห์ในการอ่าน-แปลอักษรจีน
เรียบเรียง : นางสาวชนาธิป ไชยานุกิจ นักโบราณคดีชำนาญการ
Artwork : นางสาวนันธ์ทิกา นิชรานนท์
(จำนวนผู้เข้าชม 29 ครั้ง)
สงวนลิขสิทธิ์ © 2563 กรมศิลปากร. กระทรวงวัฒนธรรม
-
นโยบายเว็บไซต์ |
มาตรฐาน |
นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
เว็บท่ากรมศิลปากร