ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 53,216 รายการ

แนะนำหนังสือน่าอ่าน @ห้องสมุดอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท วันนี้นำเสนอ "เรื่อง เปิดกรุหลักฐาน อยุธยา : หลากหลาย ลุ้มลึก และ ท้าทาย" เนื้อหาข้อมูลเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์สำคัญเรื่องราวในอดีตทั้งสภาพบ้านเมืองและสังคมของกรุงศรีอยุธยา อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เปิดบริการทุกวัน ๐๘:๓๐ - ๑๖:๓๐ น. ๐๔๒๒๑๙๘๓๗, ๐๔๒๒๑๙๘๓๘ (ในเวลาราชการ) #อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท #PhuPhraBatWorldHeritageSite #ท่องเที่ยว #มรดกโลก #ภูพระบาท


ชื่อเรื่อง                          หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 10  ฉบับที่ 614 (30 พ.ค. 2511) ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น สถานที่พิมพ์                สุพรรณบุรี สำนักพิมพ์                   มนัสการพิมพ์ ปีที่พิมพ์                        2511 ลักษณะวัสดุ                8 หน้า. : กว้าง 40.5 ซ.ม. ยาว 54.5 ซ.ม. ภาษา                            ไทย


ชื่อเรื่อง                     หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 11 ฉบับที่ 665 (10 พ.ย. 2512) ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นสถานที่พิมพ์               สุพรรณบุรีสำนักพิมพ์                 มนัสการพิมพ์ปีที่พิมพ์                    2512ลักษณะวัสดุ               12 หน้า. : กว้าง 40.5 ซ.ม. ยาว 54.5 ซ.ม.ภาษา                       ไทย


“ซาบีดา” มอบนโยบายหน่วยงานสังกัด วธ. - กรมศิลปากร - สำนักศิลปากร 12 แห่งทั่วประเทศ เตรียมรับมือน้ำท่วม และภัยพิบัติทุกประเภท  กำชับเตรียมแผนรับมือ - มาตรการป้องกันโบราณสถาน – แหล่งเรียนรู้ – โบราณวัตถุ – พร้อมให้เร่งสำรวจพื้นที่และจัดลำดับความเสียหาย – ความเสี่ยง – ความเร่งด่วน และจัดทำบัญชีโบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ ศาสนสถาน และทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่มีความเสี่ยงและเร่งฟื้นฟู ด้านกรมศิลป์ รายงาน “วัดภูมินทร์ – วัดต้นแหลง – วัดหนองบัว” ระดับน้ำโดยรอบลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ ตรวจเบื้องต้นไม่พบความเสียหายต่อโครงสร้าง    วันที่ 25 สิงหาคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายและติดตามการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยและภัยพิบัติอื่นที่อาจส่งผลกระทบต่อโบราณสถานและแหล่งเรียนรู้ โดยมี นายปารเมศ โพธารากุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย นางสาวเพชรรัตน์ สายทอง หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวฐิต์ณัฐ สมบัติศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกรมศิลปากร ผู้อำนวยการสำนักศิลปากร 12 แห่ง และวัฒนธรรมจังหวัดน่าน,นครพนม,พะเยา เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม และผ่านระบบ Zoom Meeting นางสาวซาบีดา ได้มอบนโยบายและให้เตรียมมาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัยและภัยพิบัติอื่นที่อาจส่งผลกระทบต่อโบราณสถาน โบราณวัตถุ แหล่งเรียนรู้ มรดกและทรัพย์สมบัติของชาติ รวมถึงบุคลากร ศิลปิน ชุมชน และเครือข่ายทางวัฒนธรรม เพื่อให้ทุกหน่วยงาน อาทิ กรมส่งเสริมวัฒนรรม กรมการศาสนา กรมศิลปากร สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ให้มีแผนรับมือภัยพิบัติที่ชัดเจน โดยกำหนดแนวทางรับมือภัยพิบัติต่างๆ ให้ครอบคลุมทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดภัยพิบัติ    โดยแผนก่อนเกิดภัยพิบัติ ให้ทุกหน่วยงานสำรวจพื้นที่เสี่ยง โดยแบ่งเป็นสีแดง สีเหลือง และสีเขียว จัดทำบัญชีโบราณวัตถุและทรัพย์สินทางวัฒนธรรม เส้นทางการเคลื่อนย้าย การจัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัยสำหรับโบราณวัตถุ โดยคำนึงถึงการควบคุมอุณหภูมิและความชื้น การจัดเตรียมและตรวจสอบอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เครื่องสูบน้ำ และการซักซ้อมแผนรับมือภัยพิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมบุคคลากรกรณีเกิดภัย   แผนระหว่างเกิดภัยพิบัติขอให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ ป้องกันหรือเคลื่อนย้ายทรัพย์สินตามระดับความเสี่ยง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อดูแลโบราณสถาน ศาสนสถาน แหล่งเรียนรู้ บุคลากร และเครือข่ายทางวัฒนธรรม   สำหรับแผนหลังเกิดภัยพิบัติ ให้เร่งตรวจสอบความเสียหายจากน้ำและความชื้น การสำรวจความมั่นคงของโครงสร้างโบราณสถาน ศาสนสถาน โบราณวัตถุ ดำเนินการซ่อมแซมเบื้องต้น และจัดทำแผนซ่อมแซมและฟื้นฟูแบบถาวร ตลอดจนให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้พื้นที่และทรัพย์สินทางวัฒนธรรมกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด   นางสาวซาบีดา ยังกล่าวว่า  สำหรับแหล่งมรดกสำคัญ เช่น แหล่งมรดกโลก และพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติซ้ำซาก กำชับให้บูรณาการการทำงานกับกรมโยธาธิการและผังเมือง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนแนวทางป้องกันน้ำท่วม และภัยพิบัติอื่น และมาตรการลดความเสี่ยง ในระยะยาว โดยขอให้กำหนดพื้นที่และแนวทางด้านเทคนิคให้ชัดเจน รวมทั้งจัดทำตารางระบุหน่วยงานรับผิดชอบ เพื่อให้สามารถสั่งการ ใช้งบประมาณ และเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุ  นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ได้รายงานว่าจากการติดตามสถานการณ์ของสำนักศิลปากรทั่วประเทศ ปัจจุบันยังไม่พบโบราณสถานหรือแหล่งเรียนรู้ในความดูแลของกรมศิลปากรได้รับความเสียหายต่อโครงสร้างจากอุทกภัย สำหรับพื้นที่จังหวัดน่าน สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ รายงานว่า ระหว่างวันที่ 19 – 21 สิงหาคม 2569 มีน้ำท่วมขังบริเวณโดยรอบโบราณสถาน 3 แห่ง ได้แก่ วัดภูมินทร์ อำเภอเมืองน่าน วัดต้นแหลง อำเภอปัว และวัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา แต่น้ำไม่ได้เข้าท่วมตัวอาคารโบราณสถาน ปัจจุบันระดับน้ำโดยรอบลดลงและกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบผลกระทบต่อโครงสร้างอาคารโบราณสถาน   นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ได้รายงานว่าจากการสำรวจสถานการณ์อุทกภัย พบศาสนสถานได้รับผลกระทบใน 4 จังหวัด จังหวัดน่าน พิษณุโลก แม่ฮ่องสอน และอุตรดิตถ์ โดยกรมการศาสนาจะนำเครื่องอัฐบริขารและสิ่งของจำเป็นสำหรับพระสงฆ์ และถุงยังชีพ ส่งไปยังจังหวัดน่าน เพื่อกระจายช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย โดยเฉพาะอำเภอปัว ท่าวังผา เมืองน่าน ภูเพียง และเวียงสา พร้อมเตรียมความช่วยเหลือรอบที่สองเพิ่มเติมอีกประมาณ 400 – 500 ชุด สำหรับการฟื้นฟูหลังน้ำลด กรมการศาสนาจะประสานสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดและองค์กรศาสนาในพื้นที่ เร่งสำรวจความเสียหายของศาสนสถานในความรับผิดชอบ เพื่อพิจารณาสนับสนุนงบประมาณซ่อมแซมและบูรณะตามความจำเป็นต่อไป   นางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้รายงานว่าจากสถานการณ์ผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดน่าน พบเครือข่ายทางวัฒนธรรมได้รับผลกระทบใน 4 อำเภอ ได้แก่ ปัว ท่าวังผา ภูเพียง และเวียงสา ครอบคลุมกลุ่มทอผ้าและวิสาหกิจชุมชน ศิลปินพื้นบ้าน สภาวัฒนธรรม แหล่งเรียนรู้ ตลอดจนผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม โดยหลายพื้นที่ได้รับความเสียหายทั้งผ้าทอ กี่ทอผ้า อุปกรณ์การผลิต และสิ่งปลูกสร้าง เบื้องต้นได้ประสานเครือข่ายในพื้นที่เพื่อรวบรวมความต้องการเร่งด่วน โดยเฉพาะฝ้ายและอุปกรณ์ทอผ้าที่สูญหายหรือเสียหายจากน้ำ พร้อมประสานเครือข่ายผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สนับสนุนถุงยังชีพประมาณ 600 ชุด และจัดหาฝ้ายสำหรับช่วยเหลือกลุ่มทอผ้าในจังหวัดน่าน สำหรับการฟื้นฟูระยะยาว กรมส่งเสริมวัฒนธรรมจะประสานสภาวัฒนธรรมทุกระดับในจังหวัดน่าน จัดทำโครงการเสนอขอรับการสนับสนุนจากงบอุดหนุนของกรม ประจำปีงบประมาณ 2570 เพื่อฟื้นฟูอาชีพ เครือข่าย และทุนทางวัฒนธรรมที่ได้รับผลกระทบให้กลับมาดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง    “ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานของ วธ. ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเมื่อระดับน้ำลดลงให้เร่งสำรวจความเสียหายและดำเนินการฟื้นฟูทันที ทั้งโบราณสถาน ศาสนสถาน แหล่งเรียนรู้ ตลอดจนดูแลบุคลากร ศิลปิน ชุมชน และเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่ได้รับผลกระทบ พร้อมประสานหน่วยงานในพื้นที่และทุกภาคส่วน เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และตรงกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ เพราะภัยพิบัติเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้ กระทรวงวัฒนธรรมมีหน้าที่สำคัญในการดูแลมรดกและทรัพย์สมบัติของชาติ รวมถึงบุคลากร ศิลปิน ชุมชน และเครือข่ายทางวัฒนธรรม จึงขอให้ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์ รายงานข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และเตรียมความพร้อมให้ครอบคลุมทุกมิติ” นางสาวซาบีดา กล่าว  


      เครื่องถมปัดเป็นภาชนะโลหะประเภทหนึ่ง ใช้เทคนิคเคลือบผิวภาชนะทองแดงด้วยน้ำยาเคลือบที่ผสมจากลูกปัดแก้วสีต่างๆ ที่นำมาบดจนละเอียดเป็นผง จากนั้นช่างจะทำการเขียนลวดลายและนำไปเผาไฟจนผงแก้วหลอมละลายกลายเป็นเนื้อแก้วเคลือบติดแน่นอยู่บนผิวโลหะอย่างเงางามและมีสีสันสดใส  กระบวนการผลิตเครื่องถมปัดเป็นเทคนิคที่เรียกว่า เครื่องลงยาระบายสี ใช้วิธีการ "วาดสีผงแก้ว" ลงบนผิวโลหะโดยตรงเหมือนงานจิตรกรรม       ที่มาของคำว่า “ถมปัด” จึงเป็นการประสมคำระหว่างคำว่า "ถม" หมายถึง การเติมหรือเคลือบให้เต็มร่อง และคำว่า "ปัด" ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่าย่อมาจากคำว่า "ลูกปัด" ตามวัตถุดิบหลักที่นำมาใช้ทำน้ำยาลงยานั่นเอง สันนิษฐานว่าเครื่องถมปัดมีต้นกำเนิดมาจากทวีปยุโรป ก่อนที่พ่อค้าและบาทหลวงชาวตะวันตกจะนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาเผยแพร่ในจีนช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ ช่างชาวจีนในมณฑลกวางตุ้งจึงได้นำมาพัฒนาและผสมผสานกับลวดลายแบบเอเชียจนกลายเป็นเอกลักษณ์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ราชสำนักไทยได้สั่งทำเครื่องถมปัดนี้มาจากเมืองจีนโดยเฉพาะ เพื่อนำมาใช้เป็น "เครื่องยศประกอบสมณศักดิ์" ของพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ โดยช่างไทยจะกำหนดรูปแบบภาชนะและส่งลวดลายไทย เช่น ลายเทพนม ลายก้านต่อดอกใบเทศ ไปให้ช่างจีนผลิตให้ ก่อนที่ช่างไทยจะเรียนรู้และพัฒนาจนสามารถทำขึ้นเองได้ในภายหลัง       เครื่องถมปัดถือเป็น "เครื่องยศ" สำคัญที่พระมหากษัตริย์จะพระราชทานให้แก่พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ เช่น พระราชาคณะ สมเด็จพระราชาคณะ ร่วมกับพัดยศ สิ่งของที่ทำมักเป็นเครื่องใช้ในวิถีสงฆ์ เช่น กาน้ำชา พานพระศรี กระโถน ฝาบาตร และกลศ สาเหตุที่เครื่องยศของพระสงฆ์ต้องทำด้วยเทคนิคถมปัดบนทองแดง แทนที่จะใช้ "เครื่องถมเงิน" หรือ "เครื่องถมทอง" แบบขุนนาง เป็นเพราะตามพระธรรมวินัย พระสงฆ์ไม่สามารถจับต้องสิ่งของที่เป็นเงินหรือทองคำแท้ได้ ถือเป็นอนามาสหรือสิ่งต้องห้าม ซึ่งทำให้ต้องอาบัติ ช่างศิลป์จึงเลี่ยงมาใช้โลหะฐานเป็นทองแดงหรือทองเหลือง แล้วถมเคลือบปิดผิวด้วยผงแก้วสีแทน แม้เครื่องถมปัดจะมีการทำสีพื้นหลายสี เช่น สีแดง สีน้ำเงิน หรือสีดำ แต่ เครื่องถมปัดสีพื้นเหลือง จะถือเป็นเครื่องยศชั้นพิเศษและมีความสำคัญสูงสุด เนื่องจากสีเหลืองเป็นสีที่สอดคล้องกับผ้ากาสาวพัสตร์ของสงฆ์ และยังเป็นสีตัวแทนของพระมหากษัตริย์ผู้พระราชทานอีกด้วย


ทีมนักโบราณคดีได้ทำการวิเคราะห์แนวโบราณถสถานในพื้นที่ขุดค้นระยะที่ 4 เรียบร้อยแล้ว พบแนวโบราณสถานทั้งสิ้น 11 แนว ที่สำคัญเช่นแนวฉนวนทางเดินอิฐ ที่มีความยาวหลายเมตร ฐานรากอาคารรูปทรงสี่เหลี่ยมจำนวน 4 หลัง แนวขอบพื้นปูศิลาด้านข้างพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ บางแนวมีอายุเก่าไปถึงสมัยรัชกาลที่ 4 การขุดค้นทางโบราณคดีครั้งนี้ถือเป็นมิติการค้นพบครั้งใหม่และกุญเเจสำคัญ ที่ช่วยตอบคำถามการใช้พื้นที่และตำแหน่งสิ่งปลูกสร้างพระราชวังบวรสถานมงคล บริเวณเขตพระราชฐานชั้นกลาง (หมู่พระมณเฑียร และที่ออกว่าราชการของพระอุปราช) ในช่วงก่อนการยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราชในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งถือว่ามีหลักฐานในอดีตหลงเหลือน้อยอย่างยิ่งข้อมูลจาก https://www.facebook.com/WangnaArchaeologicalProject2012      



วันพุธที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓ นางชุติมา จันทร์เทศ ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา พร้อมด้วยนายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ เข้าร่วมการประชุมแนวทางการพัฒนา โครงกระดูกมนุษย์ที่ค้นพบที่วัดพระนารายณ์ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๓ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โดยมีนายศักดิ์สิทธิ์ สกุลลิขเรศสีมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในการประชุม


ประวัติการเกิดโณคระบาดในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ 




เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 นายสุพจน์ พรหมมาโนช ผู้อำนวยการสำนักศิลปกรที่ 7 เชียงใหม่ และนายเทอดศักดิ์ เย็นจุระ ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ลงพื้นที่ตรวจสอบวัดร้าง ในพื้นที่ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน


วันอังคารที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๒ นางชุติมา จันทร์เทศ ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา พร้อมด้วย นายชำนาญ กฤษณสุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน และนางสาวสุภาวดี อินทรประเสริฐ นักโบราณคดีชำนาญการ ลงพื้นที่ตรวจโบราณสถานเมืองเสมา และวัดพระนอนเมืองเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา




black ribbon.