ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,748 รายการ
เลขทะเบียน : นพ.บ.258/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 20 หน้า ; 5 x 59 ซ.ม. : ทองทึบ-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 116 (217-225) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : สพฺพทานาสํสกถา--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อเรื่อง สุภาษิตสอนสตรี ของสุนทรภู่ผู้แต่ง กรมศิลปากรประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ ประเพณีเลขหมู่ 398.9 ม113สชสถานที่พิมพ์ พระนคร สำนักพิมพ์ พัฒนาการพิมพ์ปีที่พิมพ์ 2508ลักษณะวัสดุ 104 หน้าหัวเรื่อง สุภาษิตและคำพังเพยภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกสุภาษิตสอนสตรี ของสุนทรภู่ แต่งเมื่อราวระหว่าง พ.ศ.2380 จน พ.ศ. 2383 แต่งขึ้นเพื่อจะแต่งขายเป็นสุภาษิตสอนสตรีสามัญทั่วไป
ชื่อเรื่อง : ประชุมพงศาวดาร เล่ม 43 (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 69 - 70) เรื่องเกี่ยวกับกรุงเก่าตอนที่ 1 เรื่องเมืองนครจำปาศักดิ์ และเรื่องขุนบรมราชา ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2512 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : องค์การค้าของคุรุสภา จำนวนหน้า : 304 หน้า สาระสังเขป : ประชุมพงศาวดาร เล่ม 43 ภาคที่ 69 กล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับกรุงเก่า ตอนที่ 1 โดยเป็นจดหมายเหตุในรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 4 ประกอบด้วยเรื่อง การก่อพระทราย ครั้งรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ การเก็บภาษีอากร รายงานการทำนา การชำระความ อากรสมพัตสร การเสด็จก่อพระฤกษ์วัดชุมพลนิกายาราม เป็นต้น และประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 70 เป็นเรื่องราวเมืองนครจำปาศักดิ์
วันจันทร์ที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๕ เวลา ๑๓.๓๐ น. นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการถาวรพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีนายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ผู้แทนหน่วยงานและประชาชนในจังหวัด กาญจนบุรี เข้าร่วมงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การที่กรมศิลปากรได้ปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า โดยก่อสร้างอาคารจัดแสดงหลังใหม่ บริเวณอาคารหลังแรก เพื่อจัดแสดงนิทรรศการถาวรขึ้นใหม่ เน้นเรื่องราวโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่ภาคตะวันตก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของกรมศิลปากร ในการพัฒนางานด้านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ให้มีความเจริญทัดเทียมนานาอารยประเทศ โดยประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ องค์กรภาครัฐ และเอกชนต่าง ๆ นับเป็นนิมิตหมายอันดีในการสร้างคุณูปการด้านวิชาการ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีศักยภาพสูง อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อประเทศชาติ กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ดำเนินโครงการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า ตามแผนพัฒนาระยะ ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) ภายใต้แนวคิด “โบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์แห่งภูมิภาคตะวันตกของประเทศไทย” ก่อสร้างอาคารจัดแสดงหลังใหม่ เป็นอาคารรูปทรงสี่เหลี่ยม สีดินเทศ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหลุมขุดค้นทางโบราณคดี ออกแบบจัดแสดงนิทรรศการถาวรใหม่ ทั้งส่วนเนื้อหาการจัดแสดง และการนำเสนอเรื่องราวให้เข้าใจง่าย น่าสนใจ แบ่งการจัดแสดงออกเป็น ๓ ชั้น นำเสนอเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญ การค้นพบเครื่องมือหิน ๘ ชิ้น นำไปสู่การขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นทางการที่แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี ข้อมูลหลักฐานและองค์ความรู้เกี่ยวกับคนบ้านเก่าในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ตลอดจนพัฒนาการของผู้คนในลุ่มน้ำแควน้อย - แควใหญ่ ที่สืบเนื่องมาจากสมัยหินเก่า สู่สมัยหินใหม่ และบ้านเก่าในปัจจุบัน จัดแสดงโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมที่พบจากการดำเนินงานทางโบราณคดีในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง อาทิ เครื่องมือหิน ๘ ชิ้น (จำลอง) เครื่องประดับ ภาชนะดินเผา “หม้อสามขา” เอกลักษณ์ของวัฒนธรรมบ้านเก่า โครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โลงศพไม้ นอกจากนี้ ยังสามารถชมหลุมขุดค้นทางโบราณคดีที่โรงเรียนวัดท่าโป๊ะ บริเวณใกล้เคียงกับพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมีการขุดพบโครงกระดูกจำนวนมาก และกรมศิลปากรยังมีการขุดค้นและดำเนินงานทางโบราณคดีอย่างต่อเนื่อง เมื่อรวมถึงอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ที่อยู่ใกล้กัน จะเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้แห่งสำคัญของจังหวัดต่อไป
วันเสาร์ที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๐๐ น. ณ วัดราชาธิวาสวิหาร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๖๕ กิจกรรมรณรงค์ดูแลรักษามรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ณ วัดราชาธิวาสวิหาร กรุงเทพมหานคร โดยมีพระพรหมวชิรมงคล เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่จาก กรมศิลปากร ผู้แทนเขตดุสิต รวมถึงประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมกว่า ๑๐๐ คน. อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า การทำความสะอาดวัดราชาธิวาสวิหารในวันนี้ เป็นกิจกรรมทำความ สะอาดโบราณสถาน อาคาร สิ่งสำคัญภายในวัด โดยทำความสะอาดในเชิงการอนุรักษ์เป็นสำคัญ ถึงแม้จะมีการปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ หรือ โรคโควิด๑๙ แต่ยังคงยึดถือตามวัตถุประสงค์เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย อีกทั้งยังเป็นการเทิดพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงในงานด้านศิลปวัฒนธรรม ทรงเป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชนต่อการอนุรักษ์ สืบสาน และส่งเสริมงานทางด้านศิลปวัฒนธรรมให้เห็นเป็นตัวอย่างตลอดมา รัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ ๒ เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐา ธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นวันอนุรักษ์มรดกไทย กรมศิลปากรจึงได้จัดกิจกรรมเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๖๕ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนเกี่ยวกับการดูแลรักษามรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยร่วมกับอาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม (อส.มศ.) หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในท้องถิ่น จัดกิจกรรมรณรงค์การดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติทั่วประเทศ สำหรับกรุงเทพมหานคร กรมศิลปากร โดยกองโบราณคดี ได้จัดกิจกรรม ณ วัดราชาธิวาสวิหาร ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานครที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยทำความสะอาดลานหน้าพระอุโบสถ วิหาร หอไตร และภายในบริเวณวัด นับเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมไดมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาโบราณสถาน โบราณวัตถุ รวมถึงเพื่อสร้างจิตสำนึกความเป็นเจ้าของวัฒนธรรม และร่วมกันปกป้อง พัฒนา โบราณสถานหรือแหลงมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่าให้คงอยู่ต่อไป นอกจากนี้ กรมศิลปากร ได้จัดงานสัปดาห์อนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๖๕ ให้ประชาชน ร่วมกิจกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ประกอบด้วย การเสวนาวิชาการ การแสดงนาฏศิลป์และดนตรี และเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ ระหว่างวันที่ ๒ – ๘ เมษายน ๒๕๖๕ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
แถลงข่าวผลการแข่งขันรางวัล Cultural Heritage Game Siamese ของกรมศิลปากร และแถลงข่าวการจัดการแข่งขันสร้างสรรค์เกมส์ FIT Game Jam (Fine Arts Game Jam) วันพุธที่ 11 พฤษภาคม 2565 เวลา 13.00 - 16.30 น.
ชมการสาธิต วิธีเล่นเกม และทดลองเล่นเกม Cultural Heritage Game Siamese และการ Presentation การแข่งขันเกม และเชิญชวนเล่มเกม
อธิบดีกรมศิลปากรแถลงข่าว ผลการแข่งขันรางวัล Cultural Heritage Game Siamese ของกรมศิลปากรอธิบดีกรมศิลปากร รับช่อดอกไม้ แสดงความยินดี ผลรางวัล Cultural Heritage Game Siamese
ส่งเสริมการอ่านผ่าน Facebook กับหอสมุดแห่งชาติชลบุรี
เรื่อง กินอยู่อย่างฉลาด ปราศจากโรค
ชินยะ, ฮิโรมิ. กินอยู่อย่างฉลาด ปราศจากโรค แปลโดย กัญญารัตน์
จิราสวัสดิ์. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2556.
ห้องหนังสือทั่วไป 1 เลขเรียกหนังสือ 613 ช567ก
อาการเจ็บป่วยส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์ เริ่มตั้งแต่การกินอาหาร การดื่มน้ำ การทำงาน รวมไปถึงการพักผ่อน เพราะโดยพื้นฐานของร่างกายนั้นจะได้รับการปกป้องจากระบบภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว มนุษย์เราจึงไม่ได้เจ็บป่วยกันโดยง่าย เพียงแต่เราละเลยการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธีและยังคงมีความเชื่อที่ว่าเมื่อถึงเวลาป่วยก็รักษาและกินยาตามแพทย์สั่ง ซึ่งแท้จริงแล้วการมีสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการบริโภคอาหารอย่างถูกหลักและจัดรูปแบบการใช้ชีวิตให้ดี
กินอยู่อย่างฉลาดปราศจากโรค เล่มนี้ ผู้เขียนพาเราไปพบกับเคล็ดลับเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงในสไตล์ของหมอชินยะ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมส่องกล้องในประเทศญี่ปุ่น จากประสบการณ์การตรวจรักษากระเพาะและลำไส้ของผู้คนมากกว่า 3 แสนราย พบว่ากระเพาะและลำไส้มีความสัมพันธ์กับสุขภาพ โดยคนที่มีสุขภาพดีจะมีกระเพาะและลำไส้ที่สวยงาม อีกทั้งลำไส้ยังเปรียบเสมือนสมองที่สองของร่างกาย เพราะสามารถทำงานได้เองโดยไม่ต้องอาศัยคำสั่งจากสมอง นอกจากนี้ภายในลำไส้ยังพบจุลินทรีย์จำนวนมากซึ่งจะทำงานร่วมกับยีน หรือหน่วยพันธุกรรมในร่างกาย และเอนไซม์ ซึ่งก็คือโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต ผู้เขียนให้คำนิยามการทำงานของ 3 สิ่งข้างต้นว่าเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลของ 3 ฝ่าย ซึ่งการแลกเปลี่ยนนี้จะราบรื่นหรือไม่ขึ้นอยู่กับการไหลเวียนของเหลวในร่างกาย และการปรับสมดุลให้การไหลเวียนของเหลวทำงานได้ดีขึ้นอาศัยเคล็ดลับง่ายๆ ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน 7 ประการ คือ บริโภคอาหารถูกหลัก ดื่มน้ำคุณภาพดี ขับถ่ายคล่อง หายใจถูกวิธี ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ พักผ่อนให้เพียงพอ และมีความสุขอยู่เสมอ วงจรเหล่านี้ล้วนส่งผลที่ดีต่อสุขภาพและทำให้อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ร่างกายจะแข็งแรงและมีอายุที่ยืนยาว ผู้สนใจสามารถหาอ่านได้ที่หอสมุดแห่งชาติชลบุรี (วันอังคาร – วันเสาร์ เวลา 09.00 - 17.00 น.)
ชื่อเรื่อง สพ.ส.18 มูลกัจจายน์ประเภทวัสดุ/มีเดีย สมุดไทยดำISBN/ISSN -หมวดหมู่ อักษรศาสตร์ลักษณะวัสดุ 20; หน้า : ไม่มีภาพประกอบหัวเรื่อง อักษรศาสตร์ ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก ประวัติวัดป่าเลไลยก์ ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี มอบให้หอสมุดฯ วันที่ 16 ส.ค.2538
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา และมงคลรัตน์ ไกรฤกษ์. โคลงตำราไม้ดัด ตำนานเครื่องมโหรีปี่พาทย์ และประชุมบทเพลงไทยเดิม ภาคหนึ่ง ภาคสอง และภาคสาม. พระนคร : กรมศิลปากร, 2508. ประกอบด้วยเรื่องโคลงตำราไม้ดัด และเรื่องตำนานเครื่องมโหรีปี่พาทย์ พร้อมภาพประกอบ และท้ายเล่มเป็นเรื่องประชุมบทเพลงไทยเดิมสามภาค รวม 65 บท
เอกมุขลึงค์พบจากการขุดศึกษาทางโบราณคดีที่โบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข ๕ เมืองโบราณ อู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ จัดแสดงห้องบรรพชนคนอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
เอกมุขลึงค์พร้อมฐานโยนี ขนาดกว้าง ๗๕.๕ เซนติเมตร ยาว ๑๐๐ เซนติเมตร สูง ๓๖ เซนติเมตร เดิมแตกเป็นชิ้นส่วน ปัจจุบันต่อไว้โดยเสริมส่วนที่ชำรุดหายไปด้วย ลักษณะเป็นศิวลึงค์ทรงกระบอกกลมปลายมน มีพระพักตร์ของพระศิวะสลักติดอยู่บริเวณส่วนล่างเกือบติดกับฐานโยนี โดยพระพักตร์มีความสูงประมาณ ๖ เซนติเมตร ทรงชฎามกุฎคือมีเส้นผมที่มุ่นมวยขึ้นไปด้านบนแบบนักบวช ทัดจันทร์เสี้ยวบนมวยผม มีพระเนตรที่สามอยู่กลางพระนลาฏ พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกโด่ง พระพักตร์ส่วนล่างกะเทาะหักหายไป ส่วนฐานโยนีสลักติดกับศิวลึงค์ ลักษณะเป็นแท่นทรงสี่เหลี่ยมยกขอบข้างสูง กึ่งกลางด้านหนึ่งทำเป็นรางยื่นออกมา รูปแบบของเอกมุขลึงค์องค์นี้แสดงถึงอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบคุปตะ กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๓ หรือประมาณ ๑,๓๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว
เอกมุขลึงค์เป็นรูปเคารพแทนองค์พระศิวะ หมายถึง ศิวลึงค์ที่มีพระพักตร์ของพระศิวะปรากฏอยู่ ๑ พระพักตร์ โดยปกติจะประดิษฐานบนฐานโยนี ซึ่งเป็นรูปเคารพแทนองค์พระอุมา ชายาของพระองค์ มักประดิษฐานไว้ในเทวาลัยสำหรับทำพิธีกรรมโดยจะมีการบูชาและสรงน้ำลงบนศิวลึงค์ น้ำจะไหลลงมาบนฐานโยนีและไหล่ผ่านรางที่ยื่นออกมาเพื่อเป็นน้ำมนตร์หรือน้ำศักดิ์สิทธิ์ต่อไป พบมาแล้วในประเทศอินเดียและส่งอิทธิพลให้ดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยนอกจากเมืองโบราณอู่ทองแล้ว ยังพบที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วย
เอกมุขลึงค์องค์นี้ พบที่โบราณสถานคอกช้างดินหมายเลข ๕ โดยขุดพบบริเวณฐานศิลาแลงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า จึงสันนิษฐานได้ว่าโบราณสถานแห่งนี้อาจเป็นเทวาลัยสำหรับประกอบพิธีกรรม ทั้งยังเป็นหลักฐานที่แสดงถึงการรับคติความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู เข้ามาจากประเทศอินเดียของผู้คนท้องถิ่นบริเวณเมืองโบราณอู่ทองในสมัยนั้นด้วย
---------------------------------------------------
เอกสารอ้างอิง :
กรมศิลปากร. โบราณคดีคอกช้างดิน. กรุงเทพฯ : ฟันนี่พับบลิชชิ่ง, ๒๕๔๕.
กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. สหมิตรพริ้นติ้ง : นนทบุรี, ๒๕๔๕.
เชษฐ์ ติงสัญชลี. ประวัติศาสตร์ศิลปะอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๘.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ : เมือง โบราณ , ๒๕๖๒.
สมศักด์ นิลพงษ์. ศิวลึงค์ศิลาที่ค้นพบในประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๖.
สมศักดิ์ รัตนกุล “การขุดแต่งโบราณสถานด้านทิศเหนือของคอกช้างดิน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี” ศิลปากร ๑๑, ๒ (กรกฎาคม ๒๕๑๐) : ๗๘ – ๘๔.
-------------------------------------------------------------
ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
https://www.facebook.com/prfinearts/posts/pfbid0vex7qgLerLqYdX8HMMmDDbTKuysQTPJWTHRqQuv8T1qAwtZQQMXKNDvduPvTH3Djl
ชื่อเรื่อง โครงการธำรงรักษาดนตรี การแสดงและการละเล่นพื้นบ้านเพลงอีแซวผู้แต่ง วิทยาลัยนาฏศิลปะสุพรรณบุรีประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือท้องถิ่นISBN/ISSN -หมวดหมู่ ประเพณี ขนบธรรมเนียม เลขหมู่ 782.48 ว585คสถานที่พิมพ์ สุพรรณบุรีสำนักพิมพ์ วิทยาลัยนาฏศิลปะสุพรรณบุรีปีที่พิมพ์ 2551ลักษณะวัสดุ 262 หน้า : ภาพประกอบ ; 29 ซม.หัวเรื่อง เพลงอีแซว สุพรรณบุรี – เพลงพื้นบ้านภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก หนังสือเล่มนี้เป็นโครงการธำรงรักษาดนตรี การแสดงและการละเล่นพื้นบ้านเพลงอีแซว จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความเป็นมาและวิวัฒนาการการละเล่นเพลงอีแซวของจังหวัดสุพรรณบุรี รวบรวมและจัดเก็บข้อมูลเพลงพื้นบ้านอีแซวในรูปแบบสื่อและนวัตกรรมทางการศึกษา ส่งเสริม เผยแพร่และอนุรักษ์เพลงอีแซว ตลอดจนศิลปินที่เป็นภูมิปัญญาให้มีวิถีแห่งการสืบสานที่ยาวนานแก่เยาวชนรุ่นหลัง
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่องค์ความรู้ประจำเดือนกรกฎาคมเรื่อง ความเชื่อเรื่องหลักเมือง กับโบราณสถาน บน.๖ วัดหลักเมืองศรีสัชนาลัยความเชื่อเรื่องหลักเมือง เป็นความเชื่อที่ปรากฏมาอย่างช้านาน ภายใต้พื้นฐานการเคารพผีบรรพบุรุษและการไหว้ภูตผีภายในเสาบ้านของผู้คนในอดีต และเมื่อเข้าสู่สถานะความเป็นเมือง คติความเชื่อของศาสนาพุทธและพราหมณ์เข้ามา โดยเฉพาะเรื่อง ศูนย์กลางจักรวาลหรือเขาพระสุเมรุ เข้ารวมกับความเชื่อดั้งเดิมในท้องถิ่น ความเชื่อเรื่องศูนย์กลางของชุมชน จากการไหว้เสาบ้านจึงถูกพัฒนาเป็นความเชื่อเรื่องเสาของเมือง หรือ เสาหลักเมือง ภายในเมืองศรีสัชนาลัย ปรากฏโบราณสถานแห่งหนึ่งที่ปัจจุบันเชื่อกันว่าเป็นหลักเมืองของเมือง ศรีสัชนาลัย นั่นคือ โบราณสถาน บน.๖ หรือ โบราณสถานวัดหลักเมือง ซึ่งแนวคิดเรื่องเสาหลักเมืองของเมืองศรีสัชนาลัย ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในหนังสือ “เที่ยวเมืองพระร่วง” จากการสันนิษฐานของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ เมื่อครั้งเสด็จพระพาสหัวเมืองเหนือ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๐ โดยมีใจความว่า “…ข้าพเจ้าเชื่อว่า ไม่ใช่วัดพระพุทธศาสนาเป็นแน่และมิใช่โบสถ์พราหมณ์ แต่จะเกี่ยวเป็นศาลผีหรือเทวดาอันใดอันหนึ่งจึ่งได้เดาต่อไปว่าบางทีจะเป็นหลักเมืองคือที่ฝังนิมิตรของเมือง ที่นี่เป็นที่ออกจะเหมาะอยู่ใกล้รั้วใกล้วังดี อย่างไรๆ หลักเมืองที่อื่นนอกจากที่นี้ก็ไม่มีเลย ได้ให้ค้นหาอยู่หลายวันก็ไม่พบปรางค์นั้น ตามความเข้าใจของข้าพเจ้าว่าใช้เป็นอนุเสาวรีย์เครื่องหมายว่าเป็นที่ฝังอะไรไว้ในที่นั้น มีพระธาตุหรืออัฐิคนเป็นต้น ก็ถ้าทำเป็นเครื่องหมายที่ฝังกระดูกคนได้แล้ว จะทำเป็นเครื่องหมายนิมิตดวงของเมืองไม่ได้เจียวหรือ ส่วนตัวข้าพเจ้าสมัครเชื่อข้างเป็นหลักเมืองมากกว่าเป็นที่ฝังอัฐิ เพราะมาตั้งอยู่ห่างนอกเขตวัด แต่นี่ก็เป็นการเดาในส่วนตัวของข้าพเจ้าโดยแท้” อีกทั้งด้วยลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่มีความแตกต่างจากโบราณสถานอื่นๆ ที่พบภายในเมือง นั่นคือ เจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ทรงปรางค์ ก่อด้วยศิลาแลงในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ชั้นฐานเขียงซ้อนกันสองชั้นในผังย่อมุมไม้ยี่สิบ ถัดขึ้นมาคือชุดฐานบัวลูกฟัก ๑ ชุด ต่อด้วยฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้ยี่สิบอีก ๗ ชั้น โดยแต่ละชั้นประดับด้วยบันแถลงและกลีบแถลงที่มีการตกแต่งลวดลายปูนปั้น และตำแหน่งที่ตั้งของโบราณสถานที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของพื้นที่พระราชวัง จึงเชื่อว่าโบราณสถานแห่งนี้น่าจะมีความสำคัญต่อเมืองศรีสัชนาลัยหรือเป็นหลักเมือง นั่นเอง แต่ผลจากการขุดแต่งทางโบราณคดีในปี พ.ศ.๒๕๑๒ ได้พบพระพิมพ์ดินเผา อยู่บริเวณรอบวิหาร และซุ้มพระ ได้พบพระพิมพ์ขนาดเล็กทำด้วยดินเผา วัดแห่งนี้จึงน่าจะเป็นวัดในพระพุทธศาสนามากกว่าศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ปัจจุบัน ภายในโบราณสถานวัดหลักเมือง ได้มีการนำเสาหลักเมือง หรือเสาอินทขิล มาตั้งไว้บนฐานพระพุทธรูปเดิม ภายในมณฑปบนวิหาร แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่านำมาตั้งขึ้นตั้งแต่เมื่อใด อย่างไรก็ตามไม่ว่าในอดีตโบราณสถานวัดหลักเมืองจะใช่หลักเมืองของเมืองศรีสัชนาลัยหรือไม่ แต่ปัจจุบันโบราณสถานวัดหลักเมืองได้รับการนับถือว่าเป็นหลักเมืองของเมืองศรีสัชนาลัย อ้างอิงกองโบราณคดี กรมศิลปากร, รายงานทางวิชาการเพื่อพิจารณาประกอบการจัดทำแผนแม่บท โครงการอุทยาน ประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย (กรุงเทพมหานคร: บริษัท สำนักพิมพ์สมาพันธ์ จำกัด, ๒๕๓๓)พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จ, เที่ยวเมืองพระร่วง, (กรุงเทพมหานคร: องค์การค้าของคุรุสภา ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ ถนนราชดำเนินกลาง, ๒๕๒๖)อรุณโรจน์ กลิ่นฟุ้ง, “หลักเมือง หลักบ้าน "เสา พุทธ พราหมณ์ ผี”, (สารนิพนธ์ ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา ประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๒)