ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,844 รายการ


เลขทะเบียน : นพ.บ.251/6ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 56 หน้า ; 4.5 x 55 ซ.ม. : ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 115 (203-216) ผูก 6 (2565)หัวเรื่อง : เอกนิปาต--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


โรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกของจังหวัดเชียงใหม่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราโชบายที่จะขยายโรงเรียนสอนหนังสือไทยออกไปทั่วราชอาณาจักร เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยได้เรียนรู้วิชาหนังสือไทย สามารถอ่านเขียนและคิดเลข อันเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตได้ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิตย์ ข้าหลวงพิเศษที่เสด็จขึ้นมาจัดการป้องกันพระราชอาณาเขตทางชายแดนด้านเมืองนครเชียงใหม่ เมื่อ ร.ศ. ๑๐๙ (พ.ศ. ๒๔๓๒) จึงสนองพระบรมราโชบายด้วยการทรงริเริ่มจัดตั้งโรงเรียนหลวงสอนหนังสือไทยขึ้นเป็นแห่งแรกที่ศาลากลางสวน ในบริเวณตำหนักที่ประทับ ริมแม่น้ำปิงฝั่งตะวันตก ในวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๒ เรียกชื่อว่า “โรงเรียนเมืองนครเชียงใหม่” ต่อมา ร.ศ. ๑๑๗ (พ.ศ. ๒๔๔๑) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ออก “ประกาศจัดการเล่าเรียนในหัวเมือง” ในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๑ เพื่อขยายการศึกษาหนังสือไทยออกไปทั่วราชอาณาจักร แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร และความต้องการจัดการศึกษา รวมทั้งให้เกิดความเป็นเอกภาพของราชอาณาจักร จึงได้มีการจัดตั้งโรงเรียนหลวงสอนหนังสือไทยขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๔๔๒ เรียกชื่อว่า “โรงเรียนวัดพระเจดีย์หลวง” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนพระเจดีย์หลวงนครเชียงใหม่” และในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย” ตามที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฏราชกุมาร พระราชทานนามไว้เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินประพาสหัวเมืองมณฑลพายัพ นับเป็นโรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ วันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๔ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่ ขอร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า ข้าราชการและเจ้าหน้าที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุชำนาญการภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่อ้างอิง : ๑. โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย. ๒๕๕๐. พระบารมีปกเกล้าฯ ยุพราชวิทยาลัย ๑๐๐ ปี นามพระราชทาน นครเชียงใหม่ : ประวัติศาสตร์ การพัฒนา การศึกษา และสังคมนครเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่: เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์.๒. โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย. ม.ป.ป. เกี่ยวกับโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย (Online). https://www.yupparaj.ac.th/, สืบค้นเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๔




ชื่อเรื่อง : อิทธิบาท ๔ ชื่อผู้แต่ง : พร มลิทอง ปีที่พิมพ์ : 2512 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : คุรุสภา จำนวนหน้า : 72 หน้า สาระสังเขป : หนังสือ อิทธิบาท ๔ เป็นหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็ก นายพร มลิทองเป็นผู้แต่ง ได้รับพระราชทางรางวัลชั้นที่ 1 ในการประกวดประจำ พ.ศ. 2479


#ภาชนะรูปแบบเด่นที่พบในภูมิภาคอีสานใต้ กับ #ถ้วยสำริด ซึ่งความพิเศษมิได้อยู่ที่ลวดลาย เเต่เป็นของที่บรรจุอยู่ภายใน หากพูดถึง "ถ้วยสำริด" เป็นสิ่งที่สามารถพบในแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์นับตั้งเเต่สมัยสำริดเป็นต้นมา หรือราว 4,000-1,500 ปีมาเเล้ว นอกจากจะนำเสนอ ถ้วยสำริด ที่พบเเล้ว ยังจะนำเสนอสิ่งที่พบภายใน ถ้วยสำริด ที่พบจากการเก็บกู้โบราณวัตถุ ในเขตพื้นที่บ้านหนองแซงใหญ่ ตำบลบ้านแก้ง อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งพบโดยการปรับพื้นที่ จากการเก็บกู้โบราณวัตถุ เราพบถ้วยสำริดจำนวน 2 ชิ้น ซึ่งภายในบรรจุชิ้นส่วนกระดูกและฟันมนุษย์ ดังนี้ #ชิ้นที่1 ความสูง 4.5 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 13 เซนติเมตร กลางภาชนะมีแท่งทรงกรวยสูง 2 เซนติเมตร นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนขากรรไกรล่างและฟันมนุษย์ ได้แก่ 1. ชิ้นส่วนขากรรไกรล่างขวา และฟัรกรามใหญ่ซี่ที่ 1-2 2. ชิ้นส่วนขากรรไกรล่าง และหันกรามน้อยซี่ที่ 2 และฟันกรามใหญ่ซี่ที่ 1-2 และ 3. ฟันตัด 6 ซี่ ฟันกรามน้อย 5 ซี่ และฟันกรามใหญ่ 2 ซี่ #ชิ้นที่2 มีความสูง 4 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 8 เซนติเมตร บริเวณก้นมีการเจาะรูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.4 เซนติเมตร ภายในถ้วยพบชิ้นส่วรกระดูกมนุษย์ 2 ชิ้น ได้ แก่ 1. กระดูกมือ (ระบุข้างไม่ได้) ส่วน Lunate 1 ชิ้น เเละส่วน Trapezoid จำนวน 1 ชิ้น นอกจากนี้จากการเก็บกู้โบราณวัตถุจากแหล่งโบราณคดีบ้านหนองแซงใหญ่ยังพบโบราณวัตถุ อาทิ ชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ ชิ้นส่วนกระดูกสัตว์ แวดินเผา เบี้ยดินเผา กระสุนดินเผา โกลนขวานหินขัด ตลอดจนชามดินเผาเนื้อดินธรรมดา ปลายก้นตัด ซึ่ง ร.ศ.ดร.ธนิก เลิศชาญฤทธิ์ ระบุว่า ภาชนะรูปแบบดังกล่าวเป็นตัวแทนของภาชนะดินเผาสมัยเหล็ก จึงกำหนดอายุเบื้องต้น ว่าเป็นแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย สมัยเหล็ก ทั้งนี้เป็นการกำหนดอายุเบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจากมิได้ดำเนินการศึกษาทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบ จึงมีข้อจำกัดในการวิเคราะห์หลักฐานที่พบ ข้อมูลโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ แหล่งอ้างอิงข้อมูล ธนิก เลิศชาญฤทธิ์. ภาชนะดินเผายุคก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย. นนทบุรี: มิวเซียมเพรส. 2560.



ชื่อผู้แต่ง          - ชื่อเรื่อง            ธรรมานุภาพ ๖ ครั้งที่พิมพ์      - สถานที่พิมพ์   พระนคร สำนักพิมพ์      โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหาร ปีที่พิมพ์          2513 จำนวนหน้า     77 หน้า


ยักษิณี สัญลักษณ์มงคลเพื่ออวยพรให้ศาสนิกชนได้รับมงคลกลับไป เช่น ภาพยักษิณีเหนี่ยวกิ่งไม้ มกร ปูรณฆฎะ ยักษิณี คือเทวีประจำต้นไม้ (รุกขเทวดา) มักทำท่าเหนี่ยวกิ่งไม้  และใช้เท้ากระแทกต้นไม้ เพื่อให้ต้นไม้ออกดอกออกผล แต่เดิมชาวอินเดียโบราณนับถือยักษิณีเป็นเทวีพื้นเมือง ผู้ประทานความอุดมสมบูรณ์ ต่อมาเมื่อเกิดพุทธศาสนาขึ้น จึงนำยักษิณีมาประดับไว้รอบสถูป เพื่อบ่งบอกผู้ศรัทธาว่าแม้แต่เทวีเหล่านี้ยังเคารพต่อพระพุทธเจ้า ถือเป็นวิธีรวบรวมความเชื่อดั้งเดิมเข้ากับศาสนาใหม่ และยังเป็นการอำนวยความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ผู้ที่เดินทางมายังศาสนสถานด้วย


ชื่อเรื่อง                  พิธีกรรม (สพ.ส.65)ผู้แต่ง                     -ประเภทวัสดุ/มีเดีย    สมุดไทยISBN/ISSN             -หมวดหมู่                 ธรรมคดีลักษณะวัสดุ             29 หน้า. : กว้าง 11 ซ.ม. ยาว 35 ซ.ม.ภาษา                      ไทยบทคัดย่อ/บันทึกประวัติวัดพยัคฆาราม ต.ศรีประจันต์ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี มอบให้หอสมุดฯ วันที่ 15 ส.ค. 2538


องค์ความรู้ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร เรื่อง เครื่องถ้วยชิ้นเด่น ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร : โถลายเขียนสี----------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร https://web.facebook.com/kamphaengphetnationalmuseum/posts/4734908723302182


องค์ความรู้ เรื่อง "ขันหมากไม้ ความงามในจารีตวิถี" “ขันหมาก” หรือ “เชี่ยนหมาก” คือภาชนะสำหรับวางอุปกรณ์ในการกินหมาก ได้แก่ ซองพลู เต้าปูน กรรไกรหนีบหมาก(มีดสนาก) ตะบันหมาก ตลับสีผึ้ง ผอบ ที่ใช้ใส่หมาก ยาเส้นและเครื่องหอม วัฒนธรรมการกินหมากในไทย มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ สันนิษฐานว่ารับอิทธิพลมาจากพ่อค้าชาวอินเดีย และในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง หลักที่ 1 (สมัยสุโขทัย) กล่าวถึงป่าหมาก ป่าพลู แสดงให้เห็นความสำคัญของการปลูกหมากพลู วัฒนธรรมการกินหมากจึงน่าจะมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ขันหมากทำจากวัสดุหลายประเภท เช่น ทอง เงิน ทองเหลือง ไม้ เครื่องเขินหรือเครื่องจักสานมีลักษณะหลากหลายรูปแบบทั้ง ทรงกลมแบน ทรงรี หรือทรงเหลี่ยม เป็นเครื่องใช้ในครัวเรือนที่มีความสำคัญ แต่ละบ้านจะใส่เครื่องกินหมากที่จัดเรียงอย่างประณีตไว้ต้อนรับแขก และยังใช้ในพิธีแต่งงานโดยฝ่ายเจ้าบ่าวต้องนำขันหมากยกไปสู่ขอเจ้าสาว และในสมัยก่อนขันหมากยังเป็นเครื่องแสดงฐานะทางสังคมของเจ้าของอีกด้วย ในอีสาน “ขันหมาก” นิยมทำด้วยไม้มงคลในท้องถิ่น เช่น ไม้คูณ หมายถึงการค้ำคูณ ไม้ยอ หมายถึงการสรรเสริญเยินยอ เนื่องจากเป็นไม้เนื้ออ่อนแกะสลักง่าย หรือ ไม้มะค่า ไม้มะเกลือ ไม้ประดู่ ที่เป็นไม้เนื้อแข็งเพื่อความทนทาน ลักษณะขันหมากอีสานส่วนใหญ่มี ๒ แบบ คือทรงกล่องสี่เหลี่ยม และทรงแอว(เอว)ขันปากพาน มีส่วนประกอบ ๔ ส่วน ได้แก่ ๑. ปากหรือส่วนบน แบ่งช่องเป็น ๓ - ๔ ช่อง อาจน้อยกว่าหรือมากกว่านั้นก็ได้ บางชิ้นประดับกระดูกซี่โครงควายหรือโลหะสังกะสีที่ขอบปากเพื่อความงามและทนทาน ๒. ลำตัว มีลักษณะเป็นแผ่นไม้ทรงสี่เหลี่ยม แกะสลักลวดลายเหมือนกันทั้ง ๔ ด้านหรือแตกต่างกันทั้ง ๔ ด้าน ตามความคิดสร้างสรรค์ของช่างฝีมือ ๓. แอว (เอว) เป็นส่วนที่เชื่อมระหว่างลำตัวและขา ส่วนมากไม่มีการตกแต่งมีบางตัวเท่านั้นที่ใส่คิ้วเดินรอบ บางตัวมีการเจาะช่องใส่ลิ้นชักด้วย ๔. ขา มีการเจาะเป็นช่องหรือฉลุเป็นรูปขา หรือแค่สลักลายเป็นรูปขา ลวดลายของขันหมาก ส่วนมากเป็นลายเรขาคณิต เช่น ลายฟันปลา สามเหลี่ยม เส้นกากบาทข้าวหลามตัด เส้นทแยง และลวดลายซึ่งมีความหมายมงคล เช่น ลายประแจจีน ลายเหรียญเงิน และเครื่องหมายสวัสดิกะ ที่หมายถึงความเป็นอยู่ที่ดี ลายเส้นสายไขว้กันคล้ายเครื่องจักสาน ลายดอกไม้ หรือลวดลายตามจินตนาการของช่าง สีของขันหมากส่วนมาก จะลงรักเป็นสีดำ ทาชาด (สีแดง) มีการแกะสลักลวดลาย แล้วลงสีในร่องลาย นิยมใช้สีขาว สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงิน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการประดับลวดลายด้วยกระดูกซี่โครงควาย เปลือกหอยน้ำจืด กระจกสี และโลหะสังกะสี หรือบางตัวปรากฏเพียงแค่ลวดลายแกะสลักเท่านั้น ขันหมากไม้อีสาน เป็นภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษได้คิดประดิษฐ์ขึ้น มีรูปแบบศิลปกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เต็มไปด้วยความงามแบบเรียบง่าย ความทนทานและความเป็นสิริมงคล ตั้งแต่การเลือกไม้ การประดับลวดลายมงคลต่างๆ แต่ละชิ้นงานแสดงให้เห็นถึงฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ของช่างแต่ละบุคคลที่พอจะกล่าวได้ว่า “ขันหมากไม้อีสาน” แต่ละชิ้นมีเพียงชิ้นเดียวในโลก นิทรรศการ "ขันหมากไม้ ความงามในจารีตวิถี" จัดแสดงให้ทุกท่านได้ชมตั้งแต่ ๑๓ กรกฎาคม - ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ มาชมกันเยอะๆนะคะ^^



#เรื่องมีอยู่ว่า... ตอน #กำเนิดโอ่งมังกรโอ่งมังกรเป็นของดีเมืองราชบุรีมาอย่างยาวนานถือว่าเป็นของหัตถกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดราชบุรี แต่เดิมเครื่องปั้นดินเผาคุณภาพดีจะต้องนำเข้าจากประเทศจีน เพราะไม่สามารถผลิตได้จากในประเทศราวปี 2476 นายฮง แซ่เตี่ย และนายจือเหม็ง แซ่อึ้ง ชาวจีนอพยพที่มาตั้งรกรากที่จังหวัดราชบุรี พบว่าดินที่จังหวัดราชบุรีนั้น มีลักษณะคล้ายกับดินที่บ้านเกิดของตนเอง คือ เป็นดินที่มีเนื้อดี สีสวย ทนไฟ เหมาะแก่การทำเครื่องปั้นดินเผา จึงนำตัวอย่างดินกลับไปทดลอง และตัดสินใจตั้งโรงงานผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่ชื่อว่า เถ้าเซ่งหลี เป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผาในจังหวัดราชบุรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง #โอ่งมังกร สามารถสร้างชื่อเสียงไปทั่วประเทศการผลิตโอ่งในยุคแรก ๆ เป็นโอ่งไม่มีลวดลาย เรียกว่า โอ่งเลี่ยน คือ โอ่งเคลือบที่ยังไม่เขียนลาย มีเพียงลายประทับเป็นรูปง่าย ๆ ที่บ่าโอ่งเท่านั้น ภายหลังจึงมีการทำเป็นลวดลายมังกรตามความเชื่อของคนจีนที่ว่า มังกร เป็นสัตว์มงคล การวาดลวดลายมังกรบนโอ่งจะวาดด้วยมือในลักษณะ Free hand เป็นการปาดเนื้อดินด้วยหัวแม่มือเป็นรูปร่างมังกร โดยไม่ต้องมีแบบร่างจะทำโดยช่างผู้มีความชำนาญ  โอ่งเป็นภาชนะกักเก็บน้ำสำหรับอุปโภค บริโภค เมื่อใส่น้ำแล้วจึงมีน้ำซึมบ้างเล็กน้อย การซึมของน้ำจะทำให้เกิดการระเหยของน้ำรอบ ๆ โอ่ง ช่วยถ่ายเทความร้อนออกจากโอ่ง ทำให้น้ำในโอ่งเย็นกว่าใส่ภาชนะอื่น โอ่งมังกรราชบุรี จึงได้รับความนิยมและกลายเป็นภาชนะกักเก็บน้ำประจำบ้านทั่วทุกครัวเรือนปัจจุบันการผลิตโอ่งมังกรลดน้อยลงเนื่องจากความต้องการซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนไปเป็นการใช้ภาชนะกักเก็บน้ำที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ แต่อุตสาหกรรมโอ่งในจังหวัดราชบุรีก็ไม่ได้หยุดตัวเองไว้เท่านั้น มีการพัฒนารูปร่างและลวดลายให้มีความทันสมัยจากลายมังกรก็เปลี่ยนเป็นลวดลายอื่น ๆ ที่สร้างสรรค์และหลากหลาย ทำให้ตอบสนองต่อความต้องการซื้อของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับโอ่งมังกรในห้องมรดกทางศิลปวัฒนธรรม นำเสนอประวัติความเป็นมาของโอ่งมังกร ขั้นตอนและกรรมวิธีการทำโอ่งให้ท่านที่สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้**คลิปวิดีโอการวาดลวดลายในลักษณะ free hand ของ #โรงงานเจริญดินไทย ได้ที่https://www.facebook.com/watch/?v=1371889016217104เรียบเรียงและศิลปกรรม : นางสาวธนาภรณ์ พันธ์ประเสริฐนิสิตฝึกงาน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา


black ribbon.