ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,751 รายการ

ชื่อเรื่อง : สมุดภูมิราชภักดี ราชานุสรณ์ ในรัชกาลที่ 9 พุทธศักราช 2497=In Commemoration of H.M. The King Bhumipol Adulyadej B.E. 2497 ชื่อผู้แต่ง : แสร์ ขจรศิลป์ ปีที่พิมพ์ : 2497 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวนหน้า : 628 หน้า สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย ตั้งแต่ถิ่นเดิมของชนชาติไทย ชาติไทยในสมัยต่าง ๆ ได้แก่สมัยสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระมหากษัตริย์ไทยทั้ง 9 รัชกาล ประวัติผู้นำของไทย วัฒนธรรมไทย และประวัติการค้าของไทยแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยบรรดาข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ร่วมใจพิมพ์น้อมเกล้าฯ ถวายด้วยความภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9


ผู้แต่ง : นราธิปประพันธ์พงศ์, กรมพระ. ฉบับพิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 1 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร ปีที่พิมพ์ : 2468 หมายเหตุ : พิมพ์แจกเป็นที่ระลึกวันสมายุมงคล               มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชสัตติวงศ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์จักรี กล่าวถึงรายพระนามพระราชโอรส พระราชธิดา และ      พระราชนัดดาของพระ


วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน 2563 นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานเปิดงาน “นิทรรศการวารสาร และนิตยสารฉบับแรก” พร้อมด้วยนายพนมบุตร จันทรโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายอรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรร่วมในพิธีเปิด ณ ห้องวชิรญาณ 2 - 3 ชั้น 1 อาคาร 2 สำนักหอสมุดแห่งชาติ


โบราณคดีดอยสุเทพ -- ชื่อแหล่งที่ศึกษา : วัดสามยอด(ร้าง)​ ตำบลสุเทพ​ อำเภอเมือง​ จังหวัด​เชียงใหม่ -- ที่มาโครงการ​ : ปีงบประมาณ​ พ.ศ.2563​ สำนัก​ศิลปากร​ที่​ 7​ เชียงใหม่​ ได้รับการอนุมัติ​และจัดสรร​งบประมาณ​จากกรมศิลปากร​ ให้ดำเนินการโครงการขุดค้น​ ขุดแต่งทาง​โบราณคดี​ โบราณ​สถานวัดสามยอด​ (ร้าง)​ เพื่อศึกษาวิจัยร่องรอยทางวัฒนธรรม​โบราณในพื้นที่ดอยสุเทพ​ ซึ่งเป็นภูเขาศักดิ์​สิทธิ์​ของเมือง​เชียงใหม่​ให้มีองค์ความรู้ที่ชัดเจนต่อไป -- ความสำคัญของแหล่ง​ : โบราณ​สถานวัดสามยอดแห่งนี้​ สันนิษฐาน​ว่าวัดนี้เป็นวัดเดียวกับที่ระบุไว้ในตำนานพระธาตุ​ดอย​สุ​เทพ​ และหนังสือนำเที่ยวเชียงใหม่​-ลำพูน​ ของสงวน​ โชติ​สุขรัตน์​ ซึ่งระบุว่า​ วัดนี้เป็นวัดที่ช้างของ​พญา​กือนาและพระมหาสวามีเจ้าซึ่งจะนำพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐาน​บนดอยสุ​เทพ​ได้หยุดลง​ ตามที่สงวน​ โชติสุขรัตน์ได้อธิบายไว้ คือ​ ช้างได้เดินไปยังดอยแห่งหนึ่งเป็นยอดดอยสนามราบเรียบ​ดี​ ช้างได้ย่อตัวคำนับ​ 3​ ครั้ง​ จึงเรียกวัดนี้ว่า​ "วัดสามย่อ" ​ และต่อมาคงเพี้ยนเป็น​ "​วัดสามยอด" -- ความคืบหน้าดำเนินโครงการ​ : ขณะนี้กรมศิลปากรอยู่ระหว่างการขออนุญาต​ดำเนินการขุดศึกษาทางโบราณคดี​ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ​ ซึ่งกำลังพิจารณา​แนวทางดำเนินการร่วมกันที่เหมาะสม​ หากมีความคืบหน้าโครงการอย่างไร​ ทางสำนัก​ศิลปากร​ที่​ 7​ เชียงใหม่​ จะประชาสัมพัน​ธ์ให้​ทราบ​เป็นระยะครับ


ชื่อเรื่อง                           เทศนาธัมมสังคิณี-มหาปัฏฐานสพ.บ.                                  198/4ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           64 หน้า กว้าง 4.2 ซ.ม. ยาว 56.4 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           บทสวดมนต์บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจาก วัดกกม่วง ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี



เลขทะเบียน : นพ.บ.84/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  34 หน้า ; 4.5 x 59 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 50 (78-93) ผูก 1 (2564)หัวเรื่อง : สุนฺนทราชชาตก (สุนันทราช) --เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม






นับอายุพระพุทธศาสนาและบทไหว้ครู ชบ.ส. ๗๒ เจ้าอาวาสวัดเทพประสาท ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี มอบให้หอสมุด ๒๓ ก.ค. ๒๕๓๕ เอกสารโบราณ (สมุดไทย)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.27/1-7 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


บางส่วนจากบันทึกของหม่อมศรีพรหมา กฤดากร ...วันนั้น (๒๒ ตุลาคม ๒๔๕๓) บรรยากาศเงียบเหงามาก บนพระที่นั่งก็สงัด โดยปกติเวลาใกล้เที่ยงจะมีผู้คนเดินขวักไขว่ เพราะพระเจ้าอยู่หัวบรรทมตื่นแล้ว และจะเสวยพระกระยาหารกลางวัน.....แต่วันนี้ไม่มีเสียงอะไรเลยแม้แต่เสียงพูดกัน ผู้เขียนได้แต่สันนิษฐานว่าคงทรงประชวรหนัก... ...ขอทวนกล่าวถึงฝ่ายผู้เขียนว่า ในระยะนั้นต้องนอนพักในเวลากลางวันเพื่อรับเวรในเวลากลางคืน เฉพาะในวันนี้หลับไม่ลงเพราะใจเป็นห่วงและทุกคนก็นั่งจับเจ่าเหงาหงอยตาจ้องไปทางชั้น ๓ ของพระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งอยู่ตรงข้ามตำหนักสมเด็จซึ่งได้รับพระราชทานนามว่า “สวนสี่ฤดู” ... ...ระหว่างเวลาพักกลางวันในวันนั้นผู้เขียนไม่ได้พักผ่อนหรือนอนหลับเลย ได้แต่เดินใจลอยและมิได้พูดคุยจอแจกับเพื่อนๆ เช่นเคย  จนพลบค่ำจึงจำเป็นต้องบังคับตัวเองให้นอน เพราะอีกไม่ช้าก็ต้องไปรับเวร ในที่สุดก็หลับไป มาตกใจตื่นเพราะมีตัวอะไรมากัดหัวแม่เท้าจนเลือดไหล พร้อมกันก็ได้ยินเสียงหนูประมาณว่าหลายสิบตัวยกขบวนกันวิ่งไปวิ่งมาเหนือฝ้าเพดานในอาคารที่ผู้เขียนอยู่..... ผู้เขียนเคยได้ยินผู้ใหญ่เล่ากันว่าเมื่อหนูร้องกุกๆ จะมีเหตุไม่ดีเกิดขึ้น แต่ผู้เขียนไม่เคยได้ยินจึงมีความกลัวเป็นอย่างยิ่ง ประกอบด้วยพระเจ้าอยู่หัวก็กำลังทรงประชวรอยู่ ขณะนั้นเวลาประมาณ ๒๓ นาฬิกา เห็นจะได้ บรรยากาศเงียบสงัด.....แต่เมื่อมองไปยังพระที่นั่งอัมพรฯ ซึ่งมองเห็นพระบัญชรชั้น ๓ ถนัด ทันใดนั้นผู้เขียนก็เห็นดวงดาวหนึ่งส่องแสงสว่างลอยอยู่ในระดับเดียวกับพระแท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เขียนคะเนได้เพราะเคยขึ้นเฝ้าเวลาเสวยเนืองๆ ดาวนี้มีแสงสว่างมากยิ่งกว่าดาวใดๆ ที่ผู้เขียนเคยเห็นและมีหางพาดยาวไปทางพระที่นั่งอนันตสมาคมคล้ายแสงไฟฉายใหญ่ๆ จึงทราบว่าเป็นดาวหางเฮลี่ (Haileys Comet) ที่โจษจันกันในขณะนั้น ผู้เขียนยืนพิงประตูไม่อาจเคลื่อนไหวได้อยู่พักหนึ่ง จึงได้สติว่าต้องไปเปลี่ยนเวรเจ้าจอมถนอมในไม่ช้า ซึ่งเธอได้ตามเสด็จสมเด็จขึ้นไปเฝ้าพระอาการประชวรอยู่บนพระที่นั่งอัมพรฯ ชั้น ๓... ...ชั้น ๓ เงียบกริบ ได้ยินแต่เสียงคล้ายเสียงกรนมาจากห้องพระบรรทม.....เมื่อไปถึงเห็นสมเด็จทรงบรรทมกับพื้นอยู่สุดห้องบรรทมพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากผู้เขียนไม่เคยเห็นอาการเจ็บในขณะหนัก ซึ่งภาษาสมัยใหม่เรียกว่าเข้าขั้นโคม่า ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงคล้ายเสียงกรนจึงนึกว่าในหลวงทรงสบายขึ้นแล้ว และกำลังบรรทมหลับสนิท จึงดีใจเป็นอันมากนึกว่าจะนอนให้สบายเสียที และได้ล้มตัวลงนอนที่ปลายพระบาทสมเด็จ..... ...ด้วยอารามดีใจที่ในหลวงทรงสบายขึ้นแล้วและเห็นสมเด็จบรรทมอยู่ และเนื่องด้วยความตึงเครียดได้หย่อนคลายลง ประกอบกับความเหนื่อยอ่อนมาทั้งวัน ดังนั้นเมื่อล้มตัวลงหนุนพระที่สมเด็จจึงหลับปุ๋ยไปทันที ....มารู้ตัวตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงร้องเซ็งแซ่ ซึ่งขณะนั้นผู้เขียนเหลือที่จะเดาว่าเป็นเสียงอะไร เหลือบตาไปดูนอกห้องบรรทม เห็นคนจำนวนมากมายกำลังหมอบซบกับพื้นเป็นกองๆ ไม่ทราบว่าใครเป็นใคร.....เมื่อผู้เขียนทราบว่าเสียงเซ็งแซ่ข้างต้นเป็นเสียงร้องไห้ของคนจำนวนมากพร้อมๆ กัน จึงทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตแล้ว.... ...ต่อมาผู้เขียนได้รับหมายให้ไปเป็นนางร้องไห้ ให้ไปตั้งแต่ ๘ โมงเช้าในวันนั้น โดยแต่งชุดขาวทั้งชุด.....ผู้เขียนได้ไปนั่งร้องไห้อยู่ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท การร้องไห้นั้นแท้จริงเป็นการร้องเพลงอย่างเศร้าที่สุด เกิดมาผู้เขียนก็เพิ่งเคยได้ยิน ขณะนั้นผู้เขียนอายุในราว ๑๙ - ๒๐ และรู้สึกว่าเพลงร้องไห้นี้ช่างเศร้าเสียนี่กระไร ทุกคนน้ำตาไหลรินจริงและสะอื้นจริงๆ ยิ่งมีเสียงปี่ที่โหยหวลและเสียงกลองชนะเลยยิ่งไปกันใหญ่... เนื้อความส่วนหนึ่งจากหนังสือ ชีวิตในวังสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ของ หม่อมศรีพรหมา กฤดากร


“ชวนชม” โบราณวัตถุชิ้นเด่นของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา วันนี้ขอนำเสนอ “จะปิ้ง หรือตะปิ้ง” .................................................................................... จะปิ้ง หรือ ตะปิ้ง  วัสดุ เงิน ศิลปะรัตนโกสินทร์ อายุพุทธศตวรรษที่ 25  ................................................................................... จะปิ้ง หรือจับปิ้ง (ปิ้ง, ตะปิ้ง, กระจับปิ้ง) เป็นเครื่องประดับสำหรับเด็กประเภทหนึ่งที่มีมาแต่โบราณ ใช้สำหรับสวมใส่เพื่อปกปิดอวัยวะเพศของเด็ก โดยใช้ผูกไว้ที่บั้นเอว คำว่า จะปิ้ง หรือจับปิ้ง สันนิษฐานว่าแต่เดิมน่าจะมีรากศัพท์มาจากคำว่า "Caping” ในภาษามลายู การสวมใส่จะปิ้งของเด็กสามารถพบได้ทั่วไปในแถบประเทศอินเดียทางตอนใต้ ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย ธรรมเนียมการใช้จะปิ้งเป็นเครื่องประดับสำหรับเด็ก สันนิษฐานว่าน่าจะแพร่หลายเข้ามาในดินแดนบริเวณคาบสมุทรมลายูในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย โดยพบหลักฐานการใช้จะปิ้งเป็นเครื่องประดับในดินแดนทางตอนเหนือและบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศมาเลเซีย นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในบริเวณหมู่เกาะต่าง ๆ ของประเทศอินโดนีเซีย โดยใช้สวมใส่ให้กับเด็กเมื่อสามารถยืนหรือเดินได้ และเชื่อกันว่าจะปิ้งเป็นเครื่องรางที่ใช้ปกป้องคุ้มครองผู้สวมใส่จากวิญญาณร้ายและอันตรายต่าง ๆ  ในประเทศไทยธรรมเนียมการสวมใส่จะปิ้งมีมาตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับจะปิ้งในคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม โดยได้กล่าวถึงแหล่งจำหน่ายจะปิ้งว่ามีจำหน่ายที่ตลาดขันเงิน ถนนย่านป่าขันเงิน ขณะที่ในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมของไทยในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้มีการกล่าวถึงว่า นางพิมเมื่อครั้งเป็นเด็กเคยสวมใส่จะปิ้ง ไว้ในตอนพลายแก้วแต่งงานกับนางพิม ความว่า "...เมื่อปีกลายกูได้เห็นมันมา   ยังอาบน้ำแก้ผ้าตาแดงแดง ผูกจับปิ้งเที่ยววิ่งอยู่ในวัด   มันหักตัดต้นไม้ไล่ยื้อแย่ง..." การสวมใส่จะปิ้งในประเทศไทยจะสวมใส่ให้กับเด็กผู้หญิง ซึ่งวัสดุที่ใช้ทำจะปิ้งจะใช้วัสดุที่หลากหลายตามฐานะของผู้สวมใส่ โดยนิยมทำด้วยโลหะที่ไม่เป็นสนิม จะปิ้งสำหรับเจ้านาย และบุตรหลานขุนนางชั้นผู้ใหญ่ มักจะทำด้วยทองคำ ส่วนจะปิ้งของเด็กผู้หญิงทั่วไปมักจะทำด้วยเงินและนาก ส่วนผู้ที่มีฐานะยากจนจะใช้จะปิ้งที่ทำจากกะลามะพร้าว โดยจะสวมใส่จะปิ้งให้กับเด็กหลังจากที่โกนผมไฟ จนกระทั่งเมื่ออายุประมาณ 10-12 ขวบ หรือจนกระทั่งเมื่อโกนจุกจึงจะเลิกสวมใส่จะปิ้งเปลี่ยนไปเป็นนุ่งห่มเสื้อผ้าตามฐานะแทน ลักษณะของจะปิ้งที่พบในปะเทศไทยมีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ 1. จะปิ้งรูปทรงทะนาน หรือรูปทรงใบโพธิ์ เป็นจะปิ้งที่มีขนาดประมาณครึ่งฝ่ามือ เพื่อที่จะสามารถปกปิดอวัยวะเพศของผู้สวมใส่ได้มิดชิด ตอนบนมีลักษณะกลมป้อม ตอนล่างมีลักษณะเรียวแหลม ตรงกลางมีลักษณะโค้งนูนเป็นกระเปาะ ด้านหน้าสลักเป็นลวดลายต่าง ๆ ด้านหลังมีลักษณะเรียบเกลี้ยง ขอบของด้านบนทำเป็นแท่งทรงกระบอกมีลักษณะกลวงตรงกลาง หรือเจาะเป็นรูเล็ก ๆ 2 รู ไว้สำหรับใช้ร้อยสร้อยหรือเชือกสำหรับผูกไว้บริเวณบั้นเอว ขอบของจะปิ้งมักทำให้มนเพื่อป้องกันไม่ให้บาดเนื้อผู้สวมใส่  2. จะปิ้งรูปทรงร่างแห เป็นจะปิ้งที่ถักด้วยเส้นโลหะขึ้นเป็นแผ่นค่อนข้างโปร่ง รูปร่างคล้ายกระเบื้องเกล็ดเต่า หรือรูปสี่เหลี่ยมชายแหลม ตอนบนจะมีห่วงไว้สำหรับใช้ร้อยสร้อยสำหรับผูกไว้กับบั้นเอว ในบริเวณคาบสมุทรสทิงพระและบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จะปิ้งที่พบส่วนใหญ่เป็นจะปิ้งที่สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 25 รูปแบบที่พบมีทั้งที่เป็นจะปิ้งรูปทรงทะนาน หรือจะปิ้งรูปทรงใบโพธิ์ และจะปิ้งรูปทรงร่างแห วัสดุที่ใช้ทำจะปิ้งมีทั้งที่ทำจากทอง เงิน นาก และกะลามะพร้าว ส่วนลวดลายของจะปิ้งที่พบส่วนใหญ่เป็นลายพันธุ์พฤกษา ลายประจำยาม ลายกระจังตาอ้อย ลายกระจังปฏิญาณ ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ และลายกระหนก        นอกจากนี้ยังพบการเขียนภาพการสวมใส่จะปิ้งในงานจิตรกรรมฝาผนังที่พบในบริเวณคาบสมุทรสทิงพระและบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาอีกด้วย เช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถวัดวัง อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง และภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถวัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นต้น การที่มีการพบการเขียนภาพการสวมใส่จะปิ้งของเด็กผู้หญิงในงานจิตรกรรมฝาผนังที่พบในบริเวณคาบสมุทรสทิงพระและบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาสามารถสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่และการแต่งกายของผู้คนในบริเวณคาบสมุทรสทิงพระและบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาในสมัยที่มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังขึ้นได้เป็นอย่างดี .................................................................................... เรียบเรียง : นางสาวจันทร์สุดา ทองขุนแก้ว นักวิชาการวัฒนธรรม  กราฟฟิก : ฝ่ายวิชาการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา  .................................................................................... อ้างอิง  1. กาญจนา โอษฐยิ้มพราย และอลงกรณ์ จันทร์สุข. กิน อยู่ อย่างไทย. กรุงเทพฯ: สำนักงานอุทยานการเรียนรู้, 2552. 2. กรมศิลปากร. คำให้การขุนหลวงวัด. นนทบุรี: โครงการเลือกสรรหนังสือ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2547. 3. กรมศิลปากร. ถนิมพิมพาภรณ์. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊พ, 2535. (พิมพ์เนื่องในวโรกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2535). 4. จุลทัศน์ พยาฆรานนท์. “จะปิ้ง.” สารภาษาไทย 1, 2 (ตุลาคม- ธันวาคม 2544): 69-72. 5. ซัลมา วงศ์ศุภรานันต์. การศึกษาสารัตถะข้อมูลวัตถุของจริงประเภทเครื่องประดับ. สงขลา: สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ, 2555. 6. ราชบัณฑิตยสถาน. กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 1. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด, 2550. 7. วชิรารัตน์ นิรันดร์เตชาภัทร, บรรณาธิการ. เสภาเรื่องขุนช้าง-ขุนแผน ฉบับหอสมุดพระชิรญาณ. กรุงเทพฯ: ไทยควอลิตี้บุคส์, 2555. 8. ศราวุฒิ วัชระปันตี. จับปิ้ง : อาภรณ์ของเยาวสตรีในอดีต. เข้าถึงเมื่อ 17 พฤษภาคม 2563. เข้าถึงได้จาก http://coinmuseum.treasury.go.th/news_view.php?nid=153 9. สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์. “ปิ้ง.” สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ เล่ม 10 (2542): 4588-4591. 10. เอนก นาวิกมูล. การแต่งกายสมัยรัตนโกสินทร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2547



black ribbon.