ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,662 รายการ

               วารสารตรังสัมพันธ์ ฉบับพิเศษ นี้ พิมพ์เพื่อเป็นหนังสือที่ระลึกสำหรับงานฉลองพระชนมพรรษาและงานประจำปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ภายในเล่มประกอบด้วยกำหนดการงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ. ๒๕๑๗กำหนดการงานเฉลิมพระชนมพรรษาและงานประจำปี ๒๕๑๗ จังหวัดตรัง พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผลงานของหน่วยงานต่างๆ ของจังหวัดตรัง บทความเรื่องการวางแผนพัฒนาภาคใต้ จดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลปักษ์ใต้ พ.ศ. ๒๔๖๐ ฉบับที่ ๓ ของสักขี และเรื่องแหลงเรื่องเมืองตรัง เป็นต้นบรรณานุกรมคณะกรรมการจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษาและงานประจำปี จังหวัดตรัง.  วารสารตรังสัมพันธ์ ฉบับพิเศษ.  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์พิฆเณศ, ๒๕๑๗.


เลขทะเบียน : นพ.บ.612/4   ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 32 หน้า  ; 4.5 x 51 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 199 (33-36) ผูก 4 (2568)หัวเรื่อง : ปัญญาชาดก--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.675/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 20 หน้า ; 4.5 x 58 ซ.ม. : รักทึบ-ลานดิบ-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 215 (185-195) ผูก 1 (2568)หัวเรื่อง : ศัพท์ชัยน้อย--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.745/5ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 32 หน้า ; 4 x 56  ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 231 (349-354) ผูก 5 (2568)หัวเรื่อง : พระธัมมสังคิณี--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


การปฏิรูประบบเงินตราถือเป็นรากฐานสำคัญของพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย หนึ่งในเหตุการณ์ที่สำคัญยิ่ง คือ การประกาศใช้หน่วยเงินตราใหม่ในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2441 ซึ่งนับเป็นการปรับโครงสร้างระบบเงินตราไทยให้มีมาตรฐานสากล โดยกำหนดให้ “บาท” เป็นหน่วยเงินตราหลักแทนการใช้หน่วยเงินโบราณที่ซับซ้อน ก่อนการกำหนดให้ “บาท” เป็นหน่วยมาตรฐานของเงินตราไทยนั้น ประเทศไทยใช้หน่วยเงินตราหลากหลายรูปแบบ เช่น เบี้ย สตางค์ โสฬส เฟื้อง เสี้ยว อัฐ ซีก ตำลึง ฯลฯ ซึ่งมิได้อิงกับระบบทศนิยม ทำให้การคำนวณ การแลกเปลี่ยน และการค้าระหว่างประเทศเป็นไปอย่างยุ่งยาก นอกจากนี้ยังมีการใช้เงินพดด้วงและเงินตราต่างประเทศร่วมด้วย ยังส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจขาดความเป็นเอกภาพ และไม่สอดคล้องกับการค้าโลกที่กำลังขยายตัวในขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบเงินตรา เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนมาตราเงินตราระบบเดิมจากน้ำหนักเป็นระบบทศนิยม โดยกำหนดให้เงิน “1 บาท” มีค่าเท่ากับ “100 สตางค์” และสั่งทำเหรียญกษาปณ์ทองขาวที่เรียกกันว่า เบี้ยสตางค์ทองขาว ซึ่งมีหน่วยเป็นสตางค์ นำออกให้ทดลองใช้เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2441 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของไทยที่ได้ก้าวสู่ระบบเงินตราสมัยใหม่ ต่อมาใน พ.ศ. 2446 จึงได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเงินตรา รัตนโกสินทร ศก 122 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกของไทยที่เกี่ยวกับหน่วยเงินตราโดยตรงและระบบเงินอย่างเป็นทางการของไทย    เหรียญเบี้ยสตางค์ทองขาว ที่ผลิตขึ้นนำออกใช้เมื่อครั้งเปลี่ยนหน่วยเงินตราใหม่ โดยเหรียญกษาปณ์รุ่นนี้มีอักษรไทยคำว่า “สยามราชอาณาจักร” จึงนิยมเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “เหรียญสยามราชอาณาจักร” ใช้หน่วย “สตางค์” เป็นครั้งแรก หน่วยสตางค์มาจากคำว่า “องค์” หมายถึงภาคหรือส่วน และ คำว่า “สต” ที่แปลว่า 100 คำว่าสตางค์จึงแปลว่า ส่วนของร้อย เมื่อบัญญัติศัพท์นี้ขึ้นแล้ว หน่วยของเงินตราไทยจึงเหลือแต่หน่วย “บาท” และ “สตางค์”           การปฏิรูประบบเงินตราของไทยนั้น มีพัฒนาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากต้องใช้เวลาเพื่อให้ประชาชนได้ปรับตัวและมีความเข้าใจในรูปแบบของระบบเงินตราที่เปลี่ยนแปลงไป โดยใช้เวลานานถึง 28 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2440 ถึง พ.ศ. 2468 จึงประสบผลสำเร็จ การประกาศใช้หน่วยเงินตราใหม่นี้ส่งผลต่อประเทศไทยในหลายมิติ ในด้านเศรษฐกิจและสังคม ทำให้การคำนวณและการซื้อขายมีความสะดวก รวดเร็ว และลดความสับสนจากหน่วยเงินที่ซับซ้อน ด้านการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยการมีมาตราเงินตราระบบทศนิยมทำให้เอื้อต่อการค้าระหว่างประเทศ สามารถบูรณาการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การใช้เงินตรามาตรฐานเดียวกันยังช่วยสร้างเอกภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และเป็นจุดเริ่มต้นของความทันสมัยทางการเงินอีกด้วย วันที่ 21 สิงหาคม จึงเป็นวันสำคัญที่สะท้อนถึงการเข้าสู่ระบบเงินตราสมัยใหม่ของไทย เป็นวันที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ระบบการเงินแบบใหม่อย่างเป็นสากล “บาท” กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเอกภาพทางเศรษฐกิจ และยังคงเป็นหน่วยเงินตราที่คนไทยใช้กันมานานกว่าหนึ่งศตวรรษจนถึงทุกวันนี้ แหล่งข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ นวรัตน์ เลขะกุล.  เบี้ย บาท กษาปณ์ แบงก์.  กรุงเทพฯ: สารคดี, 2542. พระราชบัญญัติเงินตรา รัตนโกสินทร ศก 122.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 14 สิงหาคม 2568, จาก https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/1026197.pdf สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่ม 29.  พิมพ์ครั้งที่ 4.  กรุงเทพฯ: โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน, 2550.     เรียบเรียงโดย   นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร  



                                            เนื่องในวันที่ ๑๓ ตุลาคม "วันนวมินทรมหาราช" วันคล้ายวันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ปวงชนชาวไทยต่างน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ไพศาลที่ทรงมีต่อแผ่นดินไทยตลอดระยะเวลา ๗๐ ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ                                               พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทที่พระราชทานไว้เปรียบเสมือน "มรดกทางปัญญา" ที่ล้ำค่า เป็นดวงประทีปส่องทางให้พสกนิกรดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนังสือ "คำพ่อสอน: ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสเกี่ยวกับความสุขในการดำเนินชีวิต" ที่จัดทำขึ้นในโอกาสพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๔๙ นั้น ได้รวบรวมหลักคิดสำคัญที่ครอบคลุมทุกมิติแห่งความเป็นมนุษย์ ทั้ง กาย จิต สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิด "สุขภาวะ" ที่แท้จริง"                                               ในวันสำคัญนี้ ขอเชิญชวนชาวไทยทุกคนน้อมนำพระบรมราโชวาททั้ง ๙ ประการนี้ มาสู่การประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง เพื่อนำมาซึ่ง ความสุขที่แท้จริงของชีวิตและความสุขของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างยั่งยืน ตามพระราชปณิธานแห่งองค์พระบรมราชชนกนาถของเรา                                             จากเนื้อหาอันลึกซึ้งในหนังสือเล่มนี้ จึงขออัญเชิญ ๙ คำสอนหลัก ที่เป็นแก่นแห่งความสุขตามแนวพระราชดำริ เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและนำทางในการประพฤติปฏิบัติสืบไป ๑. ความสุขด้านกาย: การใช้แรงกายให้พอดี พระองค์ทรงสอนว่า สุขภาพกายเป็นรากฐานของชีวิต การมีสุขภาวะที่ดีเริ่มต้นจากการดูแลร่างกายอย่างถูกต้องตามธรรมชาติ พระราชดำรัส: "ร่างกายของเรานั้น ธรรมชาติสร้างมาสำหรับให้ออกแรงใช้งาน มิใช่ให้อยู่เฉย ๆ ถ้าใช้แรงให้พอเหมาะพอดีโดยสม่ำเสมอ ร่างกายก็เจริญแข็งแรง คล่องแคล่ว และคงทนยั่งยืน..." (หน้าที่ ๑๐) ๒. ความสุขด้านจิตใจ: การมี "สติ" และความสงบภายใน ความสุขทางใจเกิดขึ้นจากการฝึกฝนจิตให้ตั้งมั่น รู้จักควบคุมความคิดและอารมณ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการคิดและการกระทำที่ถูกต้อง พระบรมราโชวาท: "การทำความสงบนั้นต้องเริ่มที่ภายในตัว ในใจก่อน เมื่อภายในสงบ ความคิดใจก็ตั้งมั่นสามารถคิดอ่านด้วยเหตุผล ความละเอียดรอบคอบและสามารถค้นหา จำแนกข้อเท็จจริง ถูกผิด ดีชั่วได้ โดยกระจ่างและถูกต้อง จึงเกื้อกูลให้บุคคลประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีที่งามตามแนวทางที่สุจริตเหมาะสมได้" (หน้าที่ ๗๕) ๓. ความสุขของการอยู่ร่วมกัน: รากฐานแห่งความสามัคคี ความสุขที่สมบูรณ์ต้องเป็นความสุขร่วมกันในสังคม ซึ่งเกิดขึ้นได้แม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน หากตั้งอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน พระราชดำรัส: "ความสามัคคีนั้นอาจหมายความถึงเห็นชอบเห็นพ้องกันโดยไม่แย้งกัน ความจริงงานทุกอย่างหรือการอยู่เป็นสังคมย่อมต้องมีความแย้งกัน ความคิดต่างกันซึ่งไม่เสียหาย แต่อยู่ที่จิตใจของเรา ถ้าเราใช้หลักวิชาและความปรองดอง ด้วยการใช้ปัญญา การแย้งต่างๆ ย่อมเป็นประโยชน์" (หน้าที่ ๒๖๑) ๔. คุณธรรม: ความซื่อสัตย์สุจริตและความหนักแน่น ความสุจริตและมั่นคงในจิตใจเป็นรากฐานสำคัญ ที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความเจริญและตัดขาดจากความเสื่อมเสียทั้งปวง พระบรมราโชวาท: "รากฐานที่นับว่าสำคัญ คือรากฐานทางจิตใจ อันได้แก่ความหนักแน่นมั่นคงในสุจริตธรรมอย่างหนึ่งในความมุ่งมั่นที่จะประกอบกิจการงานให้ดีจนสำเร็จอีกอย่างหนึ่ง เหตุใดจึงดึงต้องมีความสุจริตและความมุ่งมั่น ก็เพราะความสุจริตนั้นย่อมกีดกั้น บุคคลออกจากความชั่วและความเสื่อมเสียทั้งหมดได้" (หน้าที่ ๑๖๗) ๕. คุณธรรม: วิริยะอุตสาหะและความกล้าเผชิญตนเอง ความสำเร็จทุกอย่างต้องอาศัยความพยายามอย่างไม่ย่อท้อ และกล้าที่จะเอาชนะความอ่อนแอหรือความขัดแย้งในตนเอง พระราชดำรัส: "ความอุตสาหะหรือความกล้าก็เป็นคำที่สำคัญ ต้องกล้าที่เผชิญตัวเอง เมื่อกล้าเผชิญตัวเอง กล้าที่จะลบล้างความขี้เกียจเกียจคร้านในตัว หันมาพยายามอุตสาหะก็ได้เป็นวิริยะอุตสาหะ" (หน้าที่ ๑๘๗) ๖. คุณธรรม: การมีเหตุผลและความพอประมาณ (รู้จักประมาณตน) การรู้จักประเมินตนเองตามความสามารถที่แท้จริง เป็นหนทางสู่การใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแก่นของความสุขที่ไม่ต้องแสวงหาจากภายนอก พระบรมราโชวาท: "การรู้จักประมาณตน ได้แก่การรู้จักและยอมรับว่าตนเองมีภูมิปัญญาและความสามารถในด้านไหน เพียงใด และควรจะทำงานด้านไหน อย่างไร... ทั้งยังทำให้รู้จักขวนขวายศึกษาหาความรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์อยู่เสมอ" (หน้าที่ ๒๒๑) ๗. สังคม: ไมตรีจิตและการร่วมมือเกื้อกูลกัน สังคมจะมั่นคงและเป็นสุขได้ ต้องอาศัยการยึดมั่นใน ไมตรี หรือความมีเมตตาหวังดีในกันและกัน นำไปสู่การร่วมมือที่สร้างสรรค์ พระราชดำรัส: "คุณธรรมข้อนั้นก็คือไมตรี ความมีเมตตาหวังดีในกันและกัน. คนที่มีไมตรีต่อกัน จะคิดอะไรก็คิดแต่ในทางสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลกัน... จะทำอะไรก็ช่วยเหลือร่วมมือกัน ด้วยความมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน" (หน้าที่ ๒๒๖) ๘. สังคม: ความเข้มแข็งในการยึดมั่นความดี ท่ามกลางปัญหาและความเปลี่ยนแปลงของสังคม มนุษย์ต้องมีสติและปัญญาเป็นเครื่องกำกับ เพื่อไม่ปล่อยตัวปล่อยใจให้หลงผิดไปในทางเสื่อมเสีย พระราชดำรัส: "บุคคลผู้สามารถประคับประคองตนให้อยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุขจึงต้องมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น ที่จะยึดมั่นปฏิบัติมั่นตามแบบอย่างที่พิจารณารู้ชัดด้วยปัญญาแล้วว่าเป็นทางแห่งความดี ความเจริญไม่ปล่อยตัวปล่อยใจให้มัวเมาหลงผิดไปในทางเสื่อมเสีย" (หน้าที่ ๒๓๗) ๙. สิ่งแวดล้อม: การใช้ทรัพยากรอย่างฉลาด ความสุขของประเทศชาติและความอุดมสมบูรณ์ถาวร ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างรอบคอบ มีเหตุผล และมุ่งถึงประโยชน์ในระยะยาว พระราชดำรัส: "ข้อสำคัญเราจะต้องรู้จักใช้ทรัพยากรทั้งนั้นอย่างฉลาด คือไม่นำมาทุ่มเทใช้ให้สิ้นเปลืองไปโดยไร้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หากแต่ระมัดระวังใช้ด้วยความประหยัดรอบคอบ ประกอบด้วยความคิดพิจารณาตามหลักวิชา เหตุผล และความถูกต้องเหมาะสม" (หน้าที่ ๒๔๖)                                               ท่านที่สนใจ สามารถศึกษาค้นคว้าหนังสือ "คำพ่อสอน: ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสเกี่ยวกับความสุขในการดำเนินชีวิต" (895.915 ภ671ค) เพิ่มเติมได้ที่ห้องหนังสือทั่วไป ชั้น ๑ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา   เรียบเรียงข้อมูลและแนะนำโดย: นางแพรว ธนภัทรพรชัย เจ้าพนักงานห้องสมุดชำนาญงาน ออกแบบกราฟิกโดย: นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย บรรณารักษ์ปฏิบัติการ   บรรณานุกรม ภูมิพลอดุลยเดช, พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา.  คำพ่อสอน : ประมวลพระบรมราโชวาท และพระราชดำรัสเกี่ยวกับความสุขในการดำเนินชีวิต.  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์กรุงเทพฯ, ๒๕๕๙.


        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี นำกิจกรรมพิพิธภัณฑ์สัญจร และ กิจกรรม Workshop ไปร่วมจัดในงาน “พิศภาพ เพลินเพลง 1+2” ภายในงานมีนิทรรศการภาพถ่ายที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านมุมมองศิลป์ และผสานเสียงดนตรีโฟล์คซองอันละเมียดละไม พร้อมกิจกรรม Workshop, DIY ที่สร้างสรรค์ และสินค้า OTOP คุณภาพอีกมากมาย ให้คุณได้เดินชม ช้อป ชิลล์ และสัมผัสเสน่ห์ความเป็นปราจีนบุรีอย่างงดงาม…ในพื้นที่เดียว ขอเชิญทุกท่านร่วมเปิดประสบการณ์แห่งสุนทรียะ ระหว่างวันที่ 1 - 6 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ลานโปรโมชั่นประตูพาวเวอร์บาย ชั้น 1 โรบินสันไลฟ์สไตล์ ปราจีนบุรี 


        สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมการแสดงเนื่องในวันปิดโครงการแสดงดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ ๖๙ ”สังคีตสุนทรีย์ถวายพระบรมราชชนนีพันปีหลวง“ พบกับการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดอานุภาพรามราชจักรี ในวันอาทิตย์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๗.๓๐ น. ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นำแสดงโดย ศิลปินสำนักการสังคีต, กำกับการแสดงโดย ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ, อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต ค่าเข้าชมคนละ ๒๐ บาท (จำหน่ายบัตรหน้างานก่อนการแสดง 1 ชั่วโมง) นำส่งเป็นเงินรายได้แผ่นดิน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏดุริยางคศิลป์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. ๐ ๒๒๒๑ ๖๕๓๒, ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒         เนื้อเรื่องการแสดงโขนในตอนนี้ กล่าวถึง พระอิศวรมีเทวะบัญชาให้พระนารายณ์อวตารไปเป็นพระราม เพื่อปราบบรรดาอสูรและมารร้ายที่เบียดเบียนมนุษย์โลก พร้อมประทานพรให้ จักร สังข์ ตรี บัลลังก์นาค และคทา ไปจุติเป็นโอรสของท้าวทศรถแห่งกรุงศรีอยุธยา แต่ละองค์นามว่า พระพรต พระลักษมณ์ และพระสัตรุด ตามลำดับ ให้บรรดาเหล่าเทวดาและอสูรเทพบุตร ลงมาจุติเป็นพลวานรในกองทัพของพระราม ส่วนพระลักษมีให้ลงไปจุติเป็นนางสีดา ธิดาของทศกัณฐ์เจ้ากรุงลงกา โดยให้นางสีดาเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งจนนำไปสู่การสู้รบกันระหว่างพระรามและทศกัณฐ์           กาลต่อมาพระราม พระลักษมณ์ และกองทัพวานร ได้ออกเดินทางติดตามนางสีดาที่ถูกทศกัณฐ์ลอบลักไปไว้ยังกรุงลงกา และได้พบกับพิเภกน้องชายของทศกัณฐ์ที่ถูกขับไล่ออกจากเมือง พิเภกได้ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยา และเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระรามเพื่อคอยช่วยเหลือการศึกให้แก่กองทัพของพระรามโดยเหตุที่พิเภกถูกขับไล่ออกจากเมืองนั้น เนื่องจากทศกัณฐ์กริ้วโกรธที่พิเภกทำนายฝันร้ายของทศกัณฐ์และขอให้ส่งนางสีดาคืน แก่พระราม  เมื่อทราบข่าวว่าพิเภกเข้าร่วมในกองทัพของศัตรู ทศกัณฐ์จึงให้กุมภกรรณ อุปราช กรุงลงกาออกไปทำศึก       กุมภกรรณได้เข้ารบกับพระรามและถูกพระรามแผลงศรสังหาร ก่อนตายกุมภกรรณได้เห็นพระรามเป็นพระนารายณ์จึงได้สำนึกผิด และเรียกพิเภกเข้ามากำชับสอนสั่งให้จงรักภักดีต่อพระราม          เมื่อทศกัณฐ์ทราบข่าวการตายของกุมภกรรณจึงโกรธแค้น ยกทัพออกทำศึกกับพระราม พระรามได้แผลงศรตัดร่างกายทศกัณฐ์ขาดเป็นท่อน ๆ แต่ทศกัณฐ์ก็ร่ายมนต์ต่อติดร่างกายให้คืนกลับดังเดิม ซ้ำยังกล่าวเยาะเย้ยพระราม เมื่อทั้งสองฝ่ายทำศึกรบกันจนถึงพลบค่ำ จึงตกลงเลิกทัพกลับไปยังที่มั่นของตน     


แหล่งวัฒนธรรมสีมา วัดพระพุทธบาทบัวบาน เรียบเรียงโดย ธนพล บึงอำพันธ์ ผู้ช่วยนักโบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ช่องทางการติดต่อ Facebook Page : อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท Email: hp_phuprabart @fineaets.go.th โทร 042 219 837, 042 219 838 #มรดกโลก #ภูพระบาท #วัฒนธรรมสีมา #วัดพระพุทธบาทบัวบาน




#องค์ความรู้อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเตาเชิงกรานที่พบระหว่างการดำเนินการโครงการพัฒนาเส้นทางชมโบราณสถานและป้ายสื่อความหมาย อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร (ระยะที่ ๒)...โครงการพัฒนาเส้นทางชมโบราณสถานและป้ายสื่อความหมาย อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร (ระยะที่ ๒) เป็นโครงการที่มีการดำเนินการในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ในพื้นที่วัดอาวาสใหญ่ วัดสิงห์ วัดพระสี่อิริยาบถ และวัดพระนอน ด้วยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาป้ายสื่อความหมายและปรับปรุงเส้นทางเดินชมโบราณสถานให้ได้มาตรฐานสากล สามารถเพิ่มศักยภาพในการอำนวยความสะดวกรองรับการใช้บริการของนักเรียนนักศึกษา ตลอดจนประชาชน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ อันเป็นการยกระดับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานในระดับสากลในฐานะแหล่งมรดกโลกจากการก่อสร้างในโครงการดังกล่าวที่วัดพระสี่อิริยาบถได้พบหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นชิ้นส่วนเตาตั้งหม้อประกอบอาหาร เรียกตามรูปลักษณ์ว่า เตาเชิงกราน จำนวน ๑ ชิ้น มีขนาดกว้าง ๖.๑-๖.๒ เซนติเมตร ยาว ๕.๗-๖.๙ เซนติเมตร หนา ๐.๙-๑.๒ เซนติเมตร มีกรวยยื่นออกมาจากลำตัวขนาดกว้าง ๒.๓-๔.๑ เซนติเมตร ยาว ๓.๐ เซนติเมตร และพบที่วัดพระนอนอีกจำนวน ๑ ชิ้น มีขนาดกว้าง ๕.๐-๗.๘ เซนติเมตร ยาว ๕.๙-๑๐.๒ เซนติเมตร หนา ๑.๒-๑.๙ เซนติเมตร มีกรวยยื่นออกมาจากลำตัวขนาดกว้าง ๑.๓-๒.๙ เซนติเมตร ยาว ๒.๙ เซนติเมตรพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ นิยามความหมาย “เตา” “เชิง” และ“กราน” ดังนี้เตา คือ ที่สำหรับก่อไฟหุงต้มหรือเผาสิ่งต่าง ๆ โดยเตาไฟ หมายถึง ที่สำหรับก่อไฟหุงต้มอาหาร เชิง หมายถึง ตีนซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของบางสิ่งบางอย่าง หรือ ปลายของบางสิ่งบางอย่างที่ยื่นออกมา เช่น เชิงสะพาน เชิงเขา เชิงกำแพง เชิงตะพาบน้ำ เชิงกลอน กราน ในคำโบราณ หมายถึง ไฟ เช่น เชิงกราน เชิงกราน หมายถึง เตาไฟปั้นด้วยดิน ยกย้ายได้ มีชานสำหรับวางฟืน หรือเรียกกระดูกตะโพกที่มีสัณฐานอย่างเชิงกรานว่า กระดูกเชิงกราน  เตาเชิงกรานสมัยอยุธยา มีลักษณะเนื้อดิน มีฐานหรือพื้นเตาอยู่ด้านหน้าเหมือนถาดสำหรับวางไม้ฟืน ผนังเตาตรงข้ามกับที่วางไม้ฟืนเจาะรู ๒ รู เพื่อระบายอากาศและความร้อนจากไฟที่ใช้ในการประกอบอาหารส่วนบนมีกรวยทั้งสามตำแหน่งยื่นออกมาเพื่อรองรับหม้อปรุงอาหารเรียกว่า “เส้า” ขอบเตาด้านบนมีร่องหยักตื้น เพื่อรองรับก้นหม้อได้ดียิ่งขึ้น  พบจากการดำเนินงานทางโบราณคดีในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่น แหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาคลองสระบัว  และแหล่งเตาวัดนางเลิ้ง กำหนดอายุพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒  พบในแหล่งเรือขนส่งสินค้าอับปางในอ่าวไทย เช่น เรือสีชัง ๑ จังหวัดชลบุรี กำหนดอายุพุทธศตวรรษที่ ๒๒  โดยเอกสารทางประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงแหล่งผลิต “เตาไฟ” สมัยอยุธยา ในคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวง สมัยอยุธยาตอนปลายในช่วงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  (พ.ศ. ๒๒๗๕-๒๓๐๑)  ความว่า“...อนึ่ง ริมแม่น้ำทั้งสองฝั่งฟากรอบกรุงศรีอยุธยานั้น ข้าทูลละอองธุลีพระบาทแลราษฎร ทำของต่าง ๆ ขายแลประกอบการค้าขายต่าง ๆ กัน เปนหมู่เปนย่านเปนตำบลมากมาย...บ้านม่อ ปั้นม่อเข้าม่อแกงใหญ่เลก แลกระทะเตาขนมครกขนมเบื้อง เตาไฟตะเกียงใต้ตะคันเชิงไฟพานภู่มสีผึ้ง ถวายพระเข้าวษา...บ้านคนทีปั้นกระโถนดินกระถางดินปลูกต้นไม้ แลตะคันเชิงไฟเตาไฟ และปั้นรูปช้างรูปม้าตุกตาต่าง ๆ ขาย...”โบราณวัตถุที่พบจากการดำเนินการโครงการพัฒนาเส้นทางชมโบราณสถานและป้ายสื่อความหมาย อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร (ระยะที่ ๒) ณ วัดพระสี่อิริยาบถและวัดพระนอน สันนิษฐานว่าเป็นส่วน “เส้า” หรือส่วนบนของเตาลักษณะทรงกรวยที่ยื่นออกมาเพื่อรองรับหม้อปรุงอาหาร ทั้งนี้จากการดำเนินงานทางโบราณคดีในเขตอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรก่อนหน้านี้ พบชิ้นส่วนเตาเชิงกรานบริเวณเขตในกำแพงเมือง เช่น บริเวณกำแพงเมือง พื้นที่ในกำแพงเมืองด้านตะวันตก สนามด้านหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง คูเมือง และวัดพระแก้วเตาไฟ เป็นหนึ่งในสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการประกอบอาหารเพื่อรับประทาน หลักฐานดังกล่าว ได้บอกเล่าวิถีชีวิตส่วนหนึ่งในสมัยอยุธยา แล้วยังสะท้อนถึงการดำรงชีวิตของชาวเมืองกำแพงเพชรโบราณทั้งเขตในกำแพงเมืองและเขตอรัญญิกเมื่อครั้งอดีต...เอกสารอ้างอิงวิไลวรรณ อยู่ทองจุ้ย.  “ระเบียนรูป ๓.๑๐ เตาตั้งหม้อประกอบอาหาร ‘เตาเชิงกราน’.” เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย : สานตำนานสายใยไม่เสื่อคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก (ระเบียนรูปเซรามิกไทย-ญี่ปุ่น).  กรุงเทพฯ: สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร, ๒๕๖๕. ๒๔๑.ภัคพดี อยู่คงดี และพรทิพย์ พันธ์ุโกวิท.  รายงานผลการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ในการผลิตเครื่องปั้นดินเผาระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเครื่องปั้นดินเผาบนคาบสมุทรไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา - กรุงรัตนโกสินทร์.  ลพบุรี: สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี, ๒๕๕๒.มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา.  นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, ๒๕๕๔.ราชบัณฑิตยสถาน.  พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔.  กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๖.วินัย พงศ์ศรีเพียร, บรรณาธิการ.  คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวง.  กรุงเทพฯ: คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, ๒๕๓๔.สายันต์ ไพรชาญจิตร์, ศิริพันธ์ ยับสันเทียะ และอัจฉรา แข็งสาริกิจ.  โบราณคดีสีคราม ๒ เครื่องถ้วยจากทะเล.  กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร, ๒๕๓๓.ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามเพชร.  การขุดตรวจทางโบราณคดี บริเวณพื้นที่ภายในกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก (สำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเดิม) ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร งบกลาง ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙.  กำแพงเพชร: อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร, ๒๕๔๙. (เอกสารอัดสำเนา).ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามเพชร.  รายงานการขุดตรวจ ขุดค้นและขุดแต่งทางโบราณคดี กำแพงเมืองกำแพงเพชร ด้านทิศเหนือ ทิศตะวันตกและทิศใต้ ความยาว ๒,๘๒๕ เมตร.  กำแพงเพชร: อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร, ๒๕๔๘.  (โครงการอนุรักษ์และพัฒนามรดกโลกเมืองกำแพงเพชรและกลุ่มเมืองบริวาร พ.ศ. ๒๕๔๗).  (เอกสารอัดสำเนา).ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามเพชร.  รายงานการบูรณะโบราณสถานวัดพระแก้ว จังหวัดกำแพงเพชร.  กำแพงเพชร: อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร, ๒๕๔๔.  (เอกสารอัดสำเนา).ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามเพชร.  รายงานผลการขุดค้น ขุดตรวจ ขุดแต่ง พื้นที่สนามด้านหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองกำแพงเพชร (ฝั่งตะวันตก) คูเมือง และคันดินชั้นใน ชั้นกลาง ชั้นนอก ด้านทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ป้อมด้านหน้าประตูวัดช้าง ป้อมด้านหน้าประตูเตาอิฐ ป้อมมุมเมืองตะวันออกเฉียงเหนือ งบกลาง ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๘.  กำแพงเพชร: อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร, ๒๕๔๙.  (เอกสารอัดสำเนา).


ชื่อเรื่อง                     หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 7  ฉบับที่ 435 (8 ก.ย.2507)ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นสถานที่พิมพ์               สุพรรณบุรีสำนักพิมพ์                 มนัสการพิมพ์ปีที่พิมพ์                    2507ลักษณะวัสดุ               16 หน้า. : กว้าง 28 ซ.ม. ยาว 39 ซ.ม.ภาษา                       ไทย


***รายการบรรณานุกรม*** หนังสือหายาก กรมศิลปากร.  ละคอน เรื่อง รถเสน.  พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๕๐๐.


black ribbon.