“ลูกปัด” เครื่องพุทธบูชาบนยอดพระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช
“ลูกปัด” เครื่องพุทธบูชาบนยอดพระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช
 
บทความนี้ ผู้เขียนจะชวนทุกท่านมาหาความหมายว่า เหตุใด “ลูกปัด” โบราณวัตถุที่พบในแหล่งโบราณคดีสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์เกือบทุกแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีร่องรอยการติดต่อค้าขายกับอินเดีย จึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องพุทธบูชาบนยอดสุดของพระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช หรือแท้จริงแล้วลูกปัดเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งของแลกเปลี่ยนทางการค้าและเครื่องประดับตกแต่งร่างกายของผู้คนสมัยโบราณเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งของมีค่าที่ถูกใช้เป็นเครื่องบูชาในศาสนาด้วย ซึ่งจากหลักฐานโบราณคดีได้บ่งชี้ว่า คติการนำลูกปัดมาใช้เป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์หรือเป็นสิ่งของมีค่าเพื่อถวายเป็นพุทธบูชานั้น มีปรากฏมาก่อนแล้วในประเทศอินเดีย และยังแพร่หลายไปยังประเทศที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมทางศาสนาและการค้าจากอินเดีย รวมถึงภาคใต้ของไทย 
พระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช เป็นเจดีย์สำคัญของภาคใต้ ตั้งอยู่ในวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามตำนานระบุว่าพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งได้เดินทางจากประเทศอินเดียและลังกามาจนถึงนครศรีธรรมราช โดยได้รับอิทธิพลมาจากเจดีย์ในศิลปะลังกา บริเวณปลียอดทองคำของพระบรมธาตุเจดีย์ มีการประดับด้วยสิ่งของมีค่าตามคติความเชื่อเรื่องการถวายสิ่งของบูชาพระธาตุเพื่อเป็นพุทธบูชา ดังความในจารึกปลียอดทองคำพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ระบุว่ามีการถวายทองคำเพื่อบูชาพระบรมธาตุเจดีย์มาตั้งแต่สมัยอยุธยา เช่น จารึกปลียอดทองคำ ระบุพุทธศักราช ๒๑๕๕ ซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ปรากฏคำจารึกการอุทิศถวายทองคำแก่พระบรมธาตุเจดีย์ในสมัยอยุธยา นอกเหนือจากแผ่นทองคำที่นำมาหุ้มปลียอดแล้ว พบว่ายังมีสิ่งของมีค่าอื่น ๆ ที่ถูกนำมาประดับยอดเจดีย์เพื่อบูชาพระธาตุหรือพระบรมสารีริกธาตุ เช่น อัญมณี แก้ว แหวน เงิน ทอง รวมทั้งลูกปัดซึ่งประดับอยู่บริเวณยอดพระบรมธาตุเจดีย์ 
เกี่ยวกับความหมายของ “ลูกปัด” ได้มีการนิยามไว้อย่างหลากหลาย โดยอธิบายว่า เป็นวัตถุขนาดเล็กที่มนุษย์ทำขึ้น มีการเจาะรูตรงกลางสำหรับร้อยด้ายหรือเชือก ใช้สำหรับประดับตกแต่งร่างกายเพื่อความสวยงาม ใช้เป็นเครื่องราง หรือเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน ผลิตขึ้นจากวัตถุดิบต่าง ๆ กัน แต่เดิมใช้เมล็ดพืช เปลือกหอย หรือกระดูกสัตว์ทำเป็นลูกปัด ต่อมาวิวัฒนาการทำด้วยทองคำ แก้ว และหินกึ่งมีค่า สำหรับ “ลูกปัดหินกึ่งมีค่า” หนึ่งในเครื่องพุทธบูชาบนยอดพระบรมธาตุเจดีย์ พบในตำแหน่งสำคัญ ๓ ส่วน คือ ๑) บนยอดสุดของเจดีย์ ๒) ในกรวยโลหะบนส่วนยอดของเจดีย์ และ ๓) รอบปลียอดทองคำ ดังนี้  
๑) ลูกปัดบนยอดสุดของเจดีย์ ประกอบด้วยลูกปัดหินกึ่งมีค่า ได้แก่ ควอตซ์ และคาร์เนเลียน เป็นองค์ประกอบหลัก โดยทำเป็นรูปสาแหรกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ถักล้อมด้วยเส้นลวดทองคำ ลูกปัดควอตซ์ (Quartz) ที่พบ ส่วนใหญ่เป็นหินควอตซ์ใส ไม่มีสี (Rock Crystal) ซึ่งแหล่งหินผลึกควอตซ์ชนิดไม่มีสีนี้สามารถพบได้ทั่วไปในภาคใต้ของไทย เช่น พังงา ภูเก็ต และนครศรีธรรมราช ขนาดของลูกปัดหินควอตซ์ที่พบมีขนาดค่อนข้างใหญ่ จึงถูกนำมาเป็นโครงสร้างหลักของเครื่องพุทธบูชา จากร่องรอยของรูลูกปัดซึ่งมีขนาดสัมพันธ์กับเส้นลวด จึงสันนิษฐานว่าลูกปัดหินควอตซ์กลุ่มนี้น่าจะมีการทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระบรมธาตุ รูปทรงของลูกปัด ส่วนใหญ่เป็นลูกปัดทรงกลม มีทั้งแบบผิวเรียบ และแบบเซาะร่องเป็นลวดลายต่าง ๆ ส่วนลูกปัดหินคาร์เนเลียน (Carnelian) ซึ่งถูกนำมาร้อยเป็นเส้นเพื่อประกอบเครื่องพุทธบูชา ประกอบด้วยด้วยสีแดง และสีส้ม มีขนาดเล็ก รูปทรงที่พบเป็นทรงกลมผิวเรียบ นอกเหนือจากลูกปัดหินกึ่งมีค่าดังกล่าว ยังมีการนำพลอยสีต่าง ๆ มาประดับบริเวณเครื่องทองตั้งแต่ส่วนฐานของเครื่องพุทธบูชาไปถึงส่วนยอดสุดของเจดีย์ด้วย
๒) ลูกปัดในกรวยโลหะบนส่วนยอดของเจดีย์ จากการบูรณะยอดพระบรมธาตุเจดีย์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้มีการเปิดกรวยส่วนยอดของพระบรมธาตุ ทำให้พบเครื่องพุทธบูชาบรรจุอยู่ภายในลักษณะเป็นเครื่องบูชาปลายเป็นดอกไม้ทำด้วยแผ่นทองคำแผ่นบางซ้อนกันคล้ายดอกดาวเรือง มีแผ่นทองคำพันม้วนเป็นเกลียวรอบแกนโลหะ และประดับด้วยของมีค่าอื่น ๆ ได้แก่ ลูกปัดหินควอตซ์ใสทรงกลมและทรงรีขนาดใหญ่ล้อมด้วยเส้นลวดทองคำ ลูกปัดหินคาร์เนเลียน รวมถึงสิ่งของมีค่าอื่น ๆ เช่น แหวนทองคำ และพลอย ส่วนล่างมีผ้าสีขาวและสีแดงสภาพผุเปื่อยพันรอบ โดยมีกลีบบัวหงายของปลียอดทองคำในลักษณะแทนพานคล้ายกรวยดอกไม้ 
๓) ลูกปัดรอบปลียอดทองคำ บริเวณปลียอดมีการหุ้มด้วยทองคำทั้งหมด และมีการตกแต่งด้วยลูกปัดหินควอตซ์ใสทรงกลมขนาดใหญ่ล้อมด้วยเส้นลวดทองคำ นอกจากนั้นบนปลียอดยังมีการประดับด้วยสิ่งของมีค่าอื่น ๆ ได้แก่ แหวน พระพุทธรูปขนาดเล็ก ห้อยแขวนอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของปลียอด รวมทั้งพลอยเป็นจำนวนมากเรียงกันเป็นชั้นจำนวน ๓๑ ชั้นแถวโดยรอบปลียอดทองคำ
นอกเหนือจากหลักฐานการนำลูกปัดมาทำเครื่องพุทธบูชาที่พบบนยอดพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชแล้ว จากการศึกษาทางโบราณคดี ยังพบคติการถวายลูกปัดเป็นพุทธบูชาที่พบในพื้นที่อื่น ๆ ของโลกด้วย โดยเฉพาะในอินเดียซึ่งพบหลักฐานการถวายลูกปัดเป็นพุทธบูชามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๖ - ๗ เช่น ที่สถูปสาญจี ประเทศอินเดีย รวมทั้งในปากีสถาน และอัฟกานิสถาน ซึ่งมีพื้นที่ที่ติดต่อกับอินเดีย ตัวอย่างหลักฐานที่พบเช่นในอัฟกานิสถาน ซึ่งพบผอบศิลาถูกฝังอยู่ในสถูป ภายในผอบดังกล่าวมีการบรรจุผอบทำจากโลหะมีค่าและบรรจุเครื่องประดับต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่คือลูกปัด ได้แก่ ลูกปัดหินคาร์เนเลียน ลูกปัดหินอาเกต ลูกปัดแก้ว ลูกปัดไข่มุก ลูกปัดอัญมณี ลูกปัดทำจากปะการัง ลูกปัดกระดูก และลูกปัดงาช้าง รวมทั้งดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง ฝังไว้ร่วมกับพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ในฐานะที่ลูกปัดคือ “วัตถุศักดิ์สิทธิ์” ตามคติการบูชาพระธาตุหรือพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ ๘ - ๙ พบว่าคติการนำกระดูกหรือพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ในผอบร่วมกับสิ่งของมีค่าอื่น ๆ เริ่มจางหายไป แต่กลับพบลูกปัดและเศษหินบรรจุอยู่ในผอบแทนที่พระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งสันนิษฐานว่าผู้คนในช่วงเวลานั้นคงไม่นิยมนำชิ้นส่วนของร่างกายคือกระดูกมาบรรจุในผอบพระธาตุ แต่เลือกใช้ลูกปัดและเศษหินกึ่งมีค่ามาบรรจุไว้ทดแทนโดยมีความสำคัญเทียบเท่าพระบรมสารีริกธาตุ จากหลักฐานดังกล่าวจึงยิ่งสะท้อนให้เห็นบทบาทความสำคัญของลูกปัดในฐานะเป็น “วัตถุศักดิ์สิทธิ์” และ “วัตถุบูชา” ทางพระพุทธศาสนา 
นอกจากนั้น จากการขุดค้นธรรมราชิกสถูป (Dharmmarajika) ซึ่งเป็นสถูปในพุทธศาสนาในตักศิลา ประเทศปากีสถาน (สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๘) เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุของพระพุทธเจ้า โดย John Marshall เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ และ พ.ศ. ๒๔๕๙ ทำให้พบลูกปัดในบริเวณสถูปแห่งนี้จำนวน ๗๒๒ ลูก เช่น ลูกปัดหินคาร์เนเลียน ลูกปัดหินอาเกต ลูกปัดหินคาลซิโดนี (Chalcedony) ลูกปัดแก้ว ลูกปัดไข่มุก ลูกปัดหินลาปิส-ลาซูลี (Lapis-Lazuli) และลูกปัดทำจากเปลือกหอย สันนิษฐานว่าลูกปัดดังกล่าวน่าจะถูกบรรจุหรือวางลงในผอบพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อถวายแด่พระพุทธศาสนาอันเป็นคติการบูชาพระธาตุซึ่งศาสนสถานแห่งนี้ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย ตัวอย่างโบราณสถานอีกกลุ่มแห่งหนึ่งที่พบคติการบูชาพระธาตุด้วยลูกปัด คือ เมืองดารันตา (Darunta) เมืองฮัดดา (Hadda) และเมืองวาดัค (Wardak) ในปากีสถาน ซึ่งเป็นคติที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียเช่นเดียวกัน ลูกปัดดังกล่าวถูกพบบรรจุอยู่ในผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าภายในสถูปจากเมืองโบราณทั้ง ๓ แห่งข้างต้น ส่วนใหญ่เป็นลูกปัดหินคาร์เนเลียน ลูกปัดหินควอตซ์ และลูกปัดทำจากหินลาพิส-ลาซูลี (lapis-lazuli) อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งลูกปัดเหล่านี้เหล่านี้จะถูกบรรจุไว้ร่วมกับพระบรมสารีริกธาตุและของอุทิศถวายอื่น ๆ โดยมีการสันนิษฐานว่าลูกปัดหินดังกล่าวน่าจะเป็นสินค้านำเข้ามาจากอินเดียในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๗ – ๘ 
ส่วนหลักฐานที่พบในพื้นที่อื่น ๆ ของไทย เช่น ที่โบราณสถานหมายเลข ๒ ของเมืองโบราณดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายกซึ่งเป็นศาสนสถานเนื่องในพุทธศาสนา สันนิษฐานว่ามีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๖ และใช้พื้นที่ต่อเนื่องมาถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๙ จากการขุดค้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒-๒๕๓๓ พบลูกปัดหิน ๕๕ ลูก และลูกปัดแก้วประมาณ ๓,๔๐๐ ลูก บรรจุอยู่ในหลุมฝังสถูปศิลาแลง โบราณวัตถุที่พบร่วมกัน เช่น พระพิมพ์ดินเผา กระปุกดินเผา (อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๘) หัวแหวนหินตราประทับ แหวนหิน แหวนสำริด และเครื่องมือเหล็ก จากการค้นพบลูกปัดจำนวนมากในโบราณสถานหลังนี้ สันนิษฐานว่าลูกปัดดังกล่าวน่าจะถูกใช้ถวายเป็นพุทธบูชาแก่ศาสนถาน นอกจากนั้นในโบราณสถานหลังนี้ยังพบแผ่นทองคำหลายแผ่นซ้อนกันเป็นชั้น ซึ่งนักโบราณคดีที่ทำการขุดค้นสันนิษฐานว่าแผ่นทองดังกล่าวถูกใช้ในพิธีกรรมที่เกี่ยวกับอาคาร 
รวมทั้งในโบราณสถานเขาศรีวิชัย หรือเขาพระนารายณ์ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีการค้นพบลูกปัดแก้ว (รวมทั้งลูกปัดหินกึ่งมีค่า) เป็นจำนวนกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ลูก  ในโบราณสถานหมายเลข ๓ (เดิม) ซึ่งพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา จึงสันนิษฐานว่าลูกปัดเหล่านี้น่าจะถูกนำเข้ามาจากบรรดาพ่อค้านักเดินเรือจากต่างชาติหรือชุมชนโบราณร่วมสมัยในภูมิภาคที่เข้ามาทำการติดต่อค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้ากับผู้คนในแหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย จากนั้นเหล่านักบวชทางศาสนา หรือผู้คนในชุมชนซึ่งเคารพนับถือพุทธศาสนา (อาจรวมถึงคนที่นับถือศาสนาพราหมณ์) ซึ่งได้นำลูกปัดเหล่านี้มาถวายให้แก่รูปเคารพ หรืออาจถวายเป็นพุทธบูชาให้แก่ศาสนสถาน รวมทั้งอาจนำมาใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่สัมพันธ์กับการค้นพบกุณฑีซึ่งพบเป็นจำนวนมาก 
จากหลักฐานการถวายลูกปัดเป็นสิ่งของมีค่าเพื่อเป็นพุทธบูชาดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของลูกปัดในทางโบราณคดีซึ่งไม่ได้มีบทบาทแค่เป็นสิ่งของแลกเปลี่ยนทางการค้า เครื่องบอกสถานภาพทางสังคม หรือเครื่องประดับตกแต่งร่างกายเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ในสมัยโบราณลูกปัดเหล่านี้ยังถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งของมีค่าและวัตถุศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นเครื่องบูชาในศาสนา ดังปรากฏหลักฐานในหลายพื้นที่ของโลกที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมทางศาสนาจากอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักฐานการนำลูกปัดหินกึ่งมีค่าต่าง ๆ มาเป็นเครื่องพุทธบูชาประดับอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของปลียอดทองคำพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชที่กล่าวถึงในบทความนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคติความเชื่อในการถวายสิ่งของเพื่อเป็นพุทธบูชา ความศรัทธามุ่งหวังทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นปกติ และความเคารพศรัทธาในพระพุทธศาสนาของผู้คนในภาคใต้ของไทยที่มีต่อองค์พระธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน มาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๓ สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน
 
เรื่อง/ภาพ: นางสาวนภัคมน ทองเฝือ นักโบราณคดีชำนาญการ
กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช
 
อ้างอิง:
๑) กรมศิลปากร. ตำนานพระธาตุและตำนานเมืองนครศรีธรรมราช. กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๖๐.
๒) กรมศิลปากร. การบูรณะปลียอดทองคำพระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร,๒๕๓๗.
๓) ก่องแก้ว วีระประจักษ์ และเทิม มีเต็ม, “จารึกแผ่นทองหุ้มปลียอดพระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช,” ศิลปากร ๓๗, ๔ (กรกฎาคม-สิงหาคม) : ๒๐-๑๑๘.
๔) นงคราญ ศรีชาย. “มีอะไรอยู่ในพระบรมธาตุเจดีย์เมืองนครศรีธรรมราช.” ศิลปากร. ๔๔, ๓ (พฤษภาคม-มิถุนายน, ๒๕๔๔): ๓๑-๔๕.
๕) นพวัฒน์ สมพื้น. ปลียอดทองคำ พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช. กรุงเทพฯ: หจก.ภาพพิมพ์, ๒๕๔๓.
๖) นภัคมน ทองเฝือ. “ลูกปัด” ภาพสะท้อนทางความเชื่อ สังคม และเศรษฐกิจโบราณในคาบสมุทรภาคใต้:กรณีศึกษาแหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี.” วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๖๕.
๗) ประภัสสร์ ชูวิเชียร. พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชมหาสถูปแห่งคาบสมุทรภาคใต้. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๕๓.
๘) Akinori Uesugi and Wannaporn Kay Rienjang, “Stone Beads from Stupa Relic Deposits at the Dharmarajika Buddhist Complex, Taxila,” Gandhâran Studies vol. 11: 53-83.
๙) Elizabeth Errington, “Stone Beads from the Relic Deposits: A Preliminary Morphological and Technological Analysis,” in Charles Masson and the Buddhist Sites of Afghanistan: Explorations, Excavations, Collections 1833–1835 (Hockley: 4edge Ltd, 1965), 52-57.
๑๐) John Marshall, Taxila: an illustrated account of Archaeological excavations carried out at Taxila (Varanasi: Bhartiya Publishing House, 1975), 143-294.

(จำนวนผู้เข้าชม 2 ครั้ง)

black ribbon.