...

ประวัติและบทบาทหน้าที่
               
           การพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยเป็นผลพวงมาจากความนิยมสะสมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และของแปลก ของมีค่า ในหมู่พระเจ้าแผ่นดินและชนชั้นสูงในทวีปยุโรป ซึ่งต่างก็มีคลังสมบัติสะสมของตนจัดไว้ในสถานที่หนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนบุคคล ในระยะแรกคงเป็นไปเพื่อแสดงสถานะความมั่งคั่งร่ำรวยในหมู่ชนชั้นสูงด้วยกัน โดยมิได้เปิดให้สาธารณชนทั่วไปเข้าชม ต่อมาจึงมีแนวคิดการสะสมวัตถุที่มีคุณค่าทางจิตใจและปัญญา แสดงถึงรสนิยมและภูมิรู้ของผู้สะสม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอาจทรงได้รับแนวความคิดดังกล่าว จึงทรงจัดพระที่นั่งราชฤดีเป็นที่เก็บรวมรวมโบราณวัตถุ เครื่องราชบรรณาการ ของแปลกและของสะสมส่วนพระองค์ ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๐๒ หมู่พระที่นั่งในพระอภิเนาว์นิเวศสร้างแล้วเสร็จ องค์หนึ่งตรงพระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาทเดี๋ยวนี้ พระราชทานนามว่า “พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์” โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายวัตถุจากพระที่นั่งราชฤดีเข้ามาไว้  แล้วจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์  สำหรับรับรองพระราชอาคันตุกะและทูตานุทูต เพื่อแสดงความเป็นอารยของกรุงสยาม

         ต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนบรมราชาภิเษกครั้งที่ ๒ ทรงเสด็จประพาสต่างประเทศทั้งสิงคโปร์ ชวาหรืออินโดนีเซีย อินเดียและพม่า ซึ่งขณะนั้นเป็นอาณานิคมของอังกฤษและฮอลันดา เพื่อทอดพระเนตรกิจการและวิธีการบริหารราชการแผ่นดินแบบยุโรป ทรงนำแนวคิดแบบอย่างการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สำหรับประชาชนมาจัดตั้งขึ้นในประเทศไทย โปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารสโมสรทหารมหาดเล็กตามอย่างคลับคองคอเดียซึ่งเป็นสโมสรทหารบกในเมืองปัตตาเวีย (กรุงจาร์กาตาในปัจจุบัน) เรียกว่า “หอคองคอเดีย” พุทธศักราช ๒๔๑๗ ในงานเฉลิมพระชนมพรรษา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง ”มิวเซียม” ณ หอคองคอเดียขึ้น โดยย้ายวัตถุจากพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์มาจัดแสดง มีเจ้าพระยาภาสกรวงศ์และนายเฮนรี อาลาบาสเตอร์ เป็นผู้อำนวยการ พิธีเปิดหอมิวเซียมจัดขึ้นในวันเสาร์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๙ ค่ำ ปีจอ ฉอศก ตรงกับวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๑๗ กรมศิลปากรจึงถือเอาวันนี้เป็นวันกำเนิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งแรกของราชอาณาจักรไทย และต่อมารัฐบาลได้ประกาศให้วันที่ ๑๙ กันยายนของทุกปี เป็น “วันพิพิธภัณฑ์ไทย”

              การเปิดหอมิวเซียมให้สาธารณชนเข้าชมเป็นครั้งแรกครานั้นได้รับความสนใจอย่างมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดแสดงเป็นพิเศษเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของทุกปี อย่างไรก็ตาม การจัดแสดงนิทรรศการในช่วงเวลานั้นเป็นเพียงนิทรรศการชั่วคราวที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสสำคัญ เมื่อเสร็จงานก็จะส่งวัตถุจัดแสดงคืนกลับแก่เจ้าของ หอมิวเซียมนี้อยู่ในความดูแลของกรมทหารมหาดเล็ก

            ครั้นต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๒๘ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ซึ่งดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) พระองค์สุดท้ายแห่งกรุงรัตนโกสินทร์เสด็จทิวงคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยความเห็นชอบของพระบรมวงษานุวงศ์และเสนาบดีจึงมีพระบรมราชโองการประกาศยุบเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราชหรือกรมพระราชวังบวรสถานมงคลลง ปีพุทธศักราช ๒๔๓๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายมิวเซียมจากหอคองคอเดียไปไว้ในพระที่นั่งตอนหน้าของพระราชวังบวรสถานมงคล เรียกกันว่า “พิพิธภัณฑ์วังหน้า” หรือ “มิวเซียมหลวงที่วังหน้า” โดยใช้พระที่นั่งส่วนหน้าคือ พระที่นั่งศิวโมกขพิมานและพระที่นั่งพุทไธสวรรย์เป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ มีพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าไชยานุชิตเป็นอธิบดี

            เมื่อย้ายหอมิวเซียมมาอยู่ที่วังหน้าแล้ว ในปีพุทธศักราช ๒๔๓๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โอนมิวเซียมจากกรมทหารมหาดเล็กมาสังกัดกรมศึกษาธิการ และในปีพุทธศักราช ๒๔๔๔ ตั้งเป็น "กรมพิพิธภัณฑ์" ในสังกัดกระทรวงธรรมการ ระยะนี้พิพิธภัณฑ์สถานหรือมิวเซียมที่วังหน้าเปิดให้ประชาชนเช้าชมในวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์เวลา (๑๐.๐๐ - ๑๖.๐๐ น.)

          ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมการช่างปราณีตศิลปจากกระทรวงโยธาธิการ และกรมพิพิธภัณฑ์จากกระทรวงธรรมการมารวมเป็น “กรมศิลปากร” ให้ผู้บัญชาการกรมขึ้นตรงต่อพระเจ้าแผ่นดิน คราวนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร เป็นผู้บัญาชาการกรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๕๔ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของงานพิพิธภัณฑสถานภายใต้สังกัดกรมศิลปากร


(จำนวนผู้เข้าชม 136 ครั้ง)