ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 3,859 รายการ
กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์-โบราณคดี-วิถีชีวิตคนชุมพร" วิทยากร นายเอกราช ชนะการ ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร ผู้ดำเนินรายการ นายสิทธิพร บุปผา นักวิชาการเผยแพร่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น. ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร
วันนี้เรามาลองออกเสียงสำเนียงพวนบ้านเชียงกันนะคะ"คำเว้าเฮาชาวไทพวน"โดย นางสาวฐิรกานดา ชมราศรี สาขาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ขอเชิญรับฟังการเสวนาวิชาการ เรื่อง “อัตลักษณ์ทับหลังปราสาทพิมาย และทับหลังพบใหม่ในจังหวัดนครราชสีมา”
อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ร่วมกับ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย กำหนดจัดโครงการเสวนาวิชาการ เรื่อง “อัตลักษณ์ทับหลังปราสาทพิมาย และทับหลังพบใหม่ในจังหวัดนครราชสีมา” เนื่องในงานเทศกาลเที่ยวพิมาย นครราชสีมา ประจำปี 2566 และงานฉลอง 555 ปี เมืองนครราชสีมา ในวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน 2566 เวลา 13.00 น. ณ อุดรโคปุระ (โคปุระด้านทิศเหนือ) ปราสาทพิมาย อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อนำเสนอและเผยแพร่องค์ความรู้ ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับปราสาทพิมายและข้อมูลใหม่จากการปฏิบัติงานโบราณสถานในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา
พบกับการเสวนา เรื่อง “อัตลักษณ์ทับหลังปราสาทพิมาย" ร่วมเสวนาโดย นายภาณุวัฒน์ เอื้อสามาลย์ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย นางสาวอทิตยา ถิระโชติ ภัณฑารักษ์ชำนาญการ และนางสาวนัยนา มั่นปาน ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย และการบรรยายพิเศษ เรื่อง "ทับหลังพบใหม่ในจังหวัดนครราชสีมา ณ ปราสาทบ้านบุใหญ่” วิทยากรโดย นายธันยธรณ์ วรรณโพธิ์พร นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมฟังได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ฟรี) รับจำนวนจำกัดเพียง 40 ท่าน ลงทะเบียนได้ ที่นี่ (*ไม่มีถ่ายทอด Live สด แต่จะมีการบันทึกเทปให้ชมภายหลัง*) สอบถามเพิ่มเติมหรือติดตามรายละเอียดได้ที่เฟสบุ๊ก เพจ : อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย Phimai Historical Park / สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา กรมศิลปากร / Phimai National Museum:พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย
ทั้งนี้ ผู้ลงทะเบียนที่เข้าร่วมฟังภายในงาน จำนวน 40 ท่าน จะได้รับเอกสารประกอบการเสวนาทางวิชาการด้วย
วันพุธที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๔.๐๙ น. นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม และกรมศิลปากร ร่วมสักการะพระพุทธรูป “พุทธบูชานาคสัมพัจฉร์ ๒๕๖๗” เป็นปฐมฤกษ์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๗ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้จัดกิจกรรมสักการะพระพุทธรูป “พุทธบูชานาคสัมพัจฉร์ ๒๕๖๗” (พุด–ทะ–บู–ชา–นา–คะ–สำ–พัด) อัญเชิญพระพุทธรูปที่มีคติการสร้างเกี่ยวข้องกับพญานาค โดยมีพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ตามตำนานปั้นหล่อจากต้นแบบนาคแปลงนิมิตสำแดงพระพุทธลักษณะ เป็นประธาน พร้อมด้วยพระพุทธรูปอีก ๙ องค์ ที่จัดแสดงและสงวนรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จำนวน ๗ องค์ คลังกลางพิพิธภัณฑสถาน
แห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี ๑ องค์ และวัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ จำนวน ๑ องค์ มาประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการบูชา เพื่ออำนวยความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลในวาระแห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่ ประกอบด้วย
๑. พระพุทธสิหิงค์ ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๐
๒. พระพิมพ์ปางมหาปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี ศิลปะศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๔
๓. พระไภษัชยคุรุนาคปรก ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘
๔. พระรัตนตรัยมหายาน ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๘
๕. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยาตอนกลาง พุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒
๖. พระบัวเข็ม ศิลปะพม่า พุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๔
๗. พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์นาคปรก ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔
๘. พระพุทธรูปนาคปรกไม้จันทน์ ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔-๒๕
๙. พระพุทธรูปนาคปรกนอระมาด ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔-๒๕
๑๐. พระนิรโรคันตราย ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช ๒๕๔๕
ขอเชิญพุทธศาสนิกชนสักการะพระพุทธรูป “พุทธบูชานาคสัมพัจฉร์ ๒๕๖๗” ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๖ ถึงวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๖๗ เวลา ๐๙.๐๐ น. – ๑๖.๐๐ น. ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ (วันที่ ๒๙ – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ เปิดให้สักการะถึงเวลา ๒๐.๐๐ น.)
หน้ากาลประดับซุ้มประตู
ศิลปะชวา พุทธศตวรรษที่ ๑๔
ได้มาจากพุทธสถานบูโรพุทโธ เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย
ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้อง ศรีวิชัย-ชวา อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ศิลาจำหลักรูปหน้ากาล เป็นส่วนหนึ่งของงานประดับซุ้มประตูพุทธสถานบูโรพุทโธ หรือ บโรบูดูร์ (Borobudur) ณ เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย หน้ากาลมีลักษณะดวงตากลม เบิกโพลง จมูกใหญ่ ปรากฏเฉพาะส่วนริมฝีปากบน (เช่นเดียวกับหน้ากาลในศิลปะอินเดีย)* ด้านบนและด้านข้างเป็นลวดลายกระหนกพันธุ์พฤกษา ซึ่งเป็นรูปแบบหน้ากาลของศิลปะชวาภาคกลางที่ต่างไปจากหน้ากาลในศิลปะชวาภาคตะวันออกที่มีดวงตาถลน มีริมฝีปากบนและล่าง มีมือสองข้าง และมีเขา
หน้ากาลใช้ประดับตกแต่งองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ทั้งในเทวสถานและพุทธสถาน ที่นิยมใน ศิลปะอินเดีย และเอเชีย โดยมักประดับหน้ากาลอยู่กึ่งกลางยอดซุ้ม ส่วนปลายของซุ้มเป็นรูปมกร สำหรับที่พุทธสถานบูโรพุทโธ ซุ้มประตูหน้ากาลจะอยู่บริเวณลานชั้นบนสุด** ตำนานของหน้ากาลปรากฏในคัมภีร์ปุราณะ กล่าวว่าอสูรตนหนึ่งเกิดระหว่างพระขนงของพระศิวะมีความหิวโหยจนกลืนกินทุกสรรพสิ่งแม้กระทั่งร่างตนเองเหลือเพียงใบหน้าเท่านั้น พระศิวะประทานนามว่า เกียรติมุข (แปลว่า หน้าซึ่งมีเกียรติ) มอบหน้าที่ให้เฝ้าประตูวิมานของพระองค์ และถือว่าหากผู้ใดไม่เคารพเกียรติมุขย่อมถือว่าผู้นั้นจะไม่ได้รับพรจากพระศิวะ ดังนั้นหน้ากาลจึงมีหน้าที่เป็นผู้ปกป้องดูแลรักษามิให้สิ่งชั่วร้ายเข้าไปภายในศาสนสถาน รวมถึงเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงเกียรติ และความเป็นมงคล จึงมักประดับอยู่บนหน้าบันกึ่งกลางทางเข้าอาคาร
นอกจากนี้คติชาวอินเดียตะวันออกเรียกอมนุษย์ตนนี้ว่า ราหูมุข (rahumukha) ตามเนื้อเรื่องพระราหู อสูรที่ถูกพระนารายณ์ตัดร่างกายไปครึ่งหนึ่งเนื่องจากลอบดื่มน้ำอมฤต ขณะที่ชาวอินเดียตะวันตกเรียกอสูรตนนี้ว่า คราสมุข (grasamukha) นับถือเป็นเจ้าแห่งทะเล ในทางพุทธศาสนามีชาดก เรื่อง “มูลปริยายชาดก” ชาดกจากพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก กล่าวถึง “เวลา” กลืนกินทุกสรรพสิ่งกล่าวคือ ความเสื่อมถอยของอายุขัย ร่างกาย สุขภาพ ยกเว้น “ขีณาสพ” หรือผู้ที่สิ้นกิเลสแล้วเท่านั้นที่ยังคงดำรงอยู่ได้ไม่ถูกเวลากลืนกินไป ดังข้อความว่า “กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา” แปลความว่า กาลย่อมกินสัตว์ทั้งปวงกับทั้งตัวเองด้วย ก็ผู้ใดกินกาล ผู้นั้นเผาตัณหาที่เผาสัตว์ได้แล้ว.
ศิลาจำหลักรูปหน้ากาลชิ้นนี้มีประวัติว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสชวา ใน พ.ศ. ๒๔๓๙ ครั้งนั้นพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพุทธสถานบูโรพุทโธ และทรงเลือกประติมากรรมกลับมาเป็นที่ระลึก ดังข้อความในพระราชหัตถเลขา ลงวันที่ ๒ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๑๕ (พ.ศ.๒๔๓๙) ความตอนหนึ่งกล่าวว่า
“...กลับลงมาเลือกลายต่าง ๆ ที่ตกอยู่ข้างล่าง คือนาคะหรือช้าง ลายหลังซุ้มพระเจดีย์ ๑ รากษสเล็กตัว ๑ สิงโตขาหัก ๒ ตัว ท่อน้ำอัน ๑...”
ภายหลังเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพิธีสมโภชพระพุทธรูปและเทวรูปที่ทรงได้มาจากชวา โดยเทวรูปและพระพุทธรูปประดิษฐาน ณ โรงพิธีที่หน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๙ โปรดฯ ให้พระสงฆ์และพระบรมวงศานุวงศ์ตามเสด็จพระราชดำเนิน ดูสิ่งของที่ได้จากชวา พร้อมทั้งมีการแสดงทางวัฒนธรรมของทางชวา ทั้งการรำและการดนตรีอย่างชวา
หน้ากาลมีความหมายถึง ผู้ที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง แม้กระทั่งปากล่างของตน ทำให้เหลือแค่เพียงริมฝีปากบน
นัยหนึ่งการปรากฏทั้ง “หน้ากาล” ซึ่งหมายถึงการกลืนกินสรรพสิ่งต่าง ๆ เปรียบเสมือนเป็นความเสื่อมถอย และ “มกร” ซึ่งหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ เปรียบเสมือนเป็นความเจริญนั้น ก็เป็นสิ่งเตือนใจให้กับมนุษย์ว่าบนโลกมีทั้งความเจริญและความเสื่อมถอยเป็นสิ่งคู่กัน
อ้างอิง
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ระยะทางเที่ยวชวากว่าสองเดือน. พระนคร: โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๖๘ (ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในงารพระศพ สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธกรมหลวงนครราชสีมา ณ พระเมรุท้องสนามหลวง พ.ศ. ๒๔๖๘).
เชษฐ์ ติงสัญชลี. ประวัติศาสตร์ศิลปะอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รูปแบบ พัฒนาการ ความหมาย. พิมพ์ครั้งที่ ๒. นนทบุรี: มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๘.
ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมศัพท์ศิลปะ อังกฤษ-ไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๑.
อรุณศักดิ์ กิ่งมณี. ทิพยนิยายจากปราสาทหิน. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๕๕.
อรรถกถา มูลปริยายชาดก ว่าด้วย กาลเวลากินสัตว์พร้อมทั้งตัวเอง. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๖, จาก: https://84000.org/tipitaka/atita100/jataka.php?i=270340
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษ “แมวไทยโบราณคืนถิ่นกรุงศรี” เนื่องในโครงการ ๔ วัด ๑ วัง เมื่อครั้งต้นกรุงฯ พบกับโบราณวัตถุและของสะสมชิ้นสำคัญ อาทิ
- ศีรษะนางแมว (หัวโขนนางวิฬาร์) สมบัติของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง บิดาเจ้าจอมมารดามรกฏ ในรัชกาลที่ ๕
- ตำราแมวฉบับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ จากพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดเจ้าอาวาส วัดบวรนิเวศวิหาร
- ของสะสมรูปแมวของอาจารย์เกริก ยุ้นพันธ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี ๒๕๖๕
ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ น. ถึง ๑๖.๐๐ น. ณ โถงอาคารเครื่องทองอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
กรมศิลปากร โดยสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ขอเชิญชวนศิลปินผู้ประพันธ์เพลงและผู้ขับร้อง ส่งผลงานเพลงเข้าร่วมการประกวดเพลง “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2568 ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2568 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟสบุ๊ก เพจ “เพชรในเพลง กรมศิลปากร” : facebook.com/pechtnaipleng
นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กรมศิลปากร ได้จัดการประกวดเพลง “เพชรในเพลง” เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ เพื่อยกย่องบุคคลในวงการเพลงผู้มีผลงานดีเด่นด้านการใช้ภาษาไทย และสนับสนุนให้มีการสร้างสรรค์ผลงานเพลงที่มีคุณภาพทั้งด้านการประพันธ์คำร้องและการขับร้อง ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 22 แล้ว โดยแบ่งการประกวดออกเป็น รางวัลผู้ประพันธ์คำร้อง “ใช้ภาษาไทยดีเด่น” มี 3 ประเภท ได้แก่ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยสากล ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง และผู้ประพันธ์คำร้องเพลงเพื่อชีวิต และรางวัล ผู้ขับร้องเพลง “ใช้ภาษาไทยดีเด่น” มี 6 ประเภท ได้แก่ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง ผู้ขับร้องเพลงเพื่อชีวิตชาย และผู้ขับร้องเพลงเพื่อชีวิตหญิง ซึ่งผู้ชนะการประกวดแต่ละประเภท จะได้รับพระคเณศของกรมศิลปากร พร้อมเงินรางวัล 15,000 บาท สำหรับรางวัลชนะเลิศ และ 10,000 บาท สำหรับรางวัลรองชนะเลิศ โดยจะมีพิธีมอบรางวัลในงานวันภาษาไทยแห่งชาติ 29 กรกฎาคม 2568
ผู้สนใจสามารถส่งผลงานด้วยตนเอง หรือไปรษณีย์ลงทะเบียน ได้ที่ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ (การประกวดเพชรในเพลง) ชั้น 6 อาคารกรมศิลปากร เทเวศร์ เลขที่ 81/1 ถนนศรีอยุธยา แขวง วชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300 หรือส่งทางอีเมล finearts.thai@gmail.com กำหนดส่งผลงานเพลงเข้าร่วมประกวดได้ ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2568 ติดตามรายละเอียดและหลักเกณฑ์การส่งผลงานเพลงเข้าร่วมประกวดได้จากประกาศกรมศิลปากร เรื่อง การประกวดเพลง (เพชรในเพลง) เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2568 ดาวน์โหลดได้ที่ http://bit.ly/4jFt7Wr หรือเฟซบุ๊ก เพจ “เพชรในเพลง กรมศิลปากร” https://www.facebook.com/pechtnaipleng
เรา - เหล่าราบ 21: We - Infantry 21
เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 45
เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 45 ทรงพระราชนิพนธ์ในพุทธศักราช ๒๕๑๙ เพลงนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ มีพระราชเสาวนีย์ให้ พันตำรวจโทวัลลภ จันทร์แสงศรี (ขณะมียศเป็นร้อยตำรวจโท) แต่งเนื้อเพลงให้แก่กรมทหารราบ 21 แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระราชนิพนธ์
ทำนองเพลง พระราชทาน นับเป็น เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 3 ที่ทรงจากคำร้อง
Royal Composition Number 45
The forty-fifth royal musical composition was written in 1976. It started with Her Majesty the Queen's suggestion to Police Lieutenant Colonel Vallop Chansaengsri (then First Lieutenant) to write the lyrics for the Infantry Regiment 21 to be presented to His Majesty the King, who duly wrote the melody to the lyrics. It was the third royal composition written to the lyrics.
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ขอนำเสนอโบราณวัตถุชิ้นสำคัญอันมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ ภายหลังการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นคือ “พระพิมพ์ดินเผา แสดงภาพพุทธประวัติ ตอนมหาปาฏิหาริย์” พระพิมพ์แสดงภาพพุทธประวัติ ตอนมหาปาฏิหาริย์ วัสดุ ดินเผา ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ 12-13 ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มัชฌิมาวาส ................................................................................... พระพิมพ์ดินเผารูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านหน้าเป็นภาพพระพุทธเจ้าอยู่ในอิริยาบทประทับนั่งขัดสมาธิราบ ล้อมรอบด้วยมนุษยนาค และเหล่าทวยเทพเทวดา พระหัตถ์แสดงปางสมาธิ มีฉัพพรรณรังสีล้อมรอบพระเศียร ประทับนั่งบนดอกบัว ซึ่งมีก้านบัวงอกออกมาจากเบื้องล่าง ตรงก้านบัวมีรูปบุคคล 3 คน สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นมนุษยนาค ถัดขึ้นมาในระดับเดียวกับพระพุทธเจ้า ปรากฏรูปบุคคลยืนในท่าตริภังค์ (ท่ายืนโดยเอียง 3 ส่วนคือ สะโพก ไหล่ และศีรษะ) สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระอินทร์ พระพรหม และเหล่าเทพเทวดา ด้านบนสุดของภาพ มีกลุ่มบุคคลแสดงท่าทางคล้ายกำลังเหาะอยู่บนท้องฟ้า ซึ่งน่าจะเป็นเหล่าทวยเทพเทวดาที่เสด็จลงมาเฝ้าพระพุทธเจ้า และที่มุมบนด้านข้างของภาพมีวงกลมขนาดเล็ก 2 วง ภายในเป็นรูปบุคคลเห็นเพียงครึ่งตัว สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระอาทิตย์และพระจันทร์ ส่วนด้านหลังของพระพิมพ์ เป็นจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี มีข้อความเป็นคาถา “เย ธมฺมาฯ” ลักษณะเป็นรอยขูดขีดด้วยวัสดุปลายแหลม ซึ่งน่าจะเป็นการจารึกด้วยมือโดยตรงก่อนนำไปเผา โดยคาถา “เย ธมฺมาฯ” ถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เป็นคาถาที่พบได้ทั่วไปในดินแดนที่นับถือพระพุทธศาสนาในเอเชีย รวมทั้งในประเทศไทย คาถาดังกล่าวมักจารึกบนวัสดุต่าง ๆ หลายประเภท ทั้งแผ่นลานทอง ลานเงิน แผ่นอิฐ แผ่นศิลา จารึกบนพระพิมพ์ พระพุทธรูป และรูปเคารพพระโพธิสัตว์ มักจะจารึกด้วยตัวอักษรตามยุคสมัย และอักษรที่ใช้อยู่ในท้องถิ่นนั้น ๆ เช่น อักษรพราหมีสมัยราชวงศ์คุปตะ อักษรปัลลวะ เป็นต้น ส่วนภาษาที่จารึกจะเป็นภาษาบาลี หรือสันสกฤต จากลักษณะองค์ประกอบโดยรวมของพระพิมพ์ดินเผาองค์นี้ทำให้สันนิษฐานได้ว่า น่าจะเป็นพระพิมพ์ดินเผาแสดงภาพพุทธประวัติ ตอนมหาปาฏิหาริย์ ซึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ตอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงมหาปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี โดยทรงประทับนั่งบนดอกบัวซึ่งถูกเนรมิตขึ้นโดยราชาแห่งนาค 2 ตนนามว่า นันทะ และอุปนันทะ มีพระพระอินทร์ พระพรหม และเหล่าทวยเทพเทวดาทั้งหลายเสด็จลงมาเข้าเฝ้า พระพิมพ์ดินเผาองค์นี้เป็นพระพิมพ์ศิลปะทวารวดี น่าจะมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 12-13 ไม่ปรากฏแหล่งที่มาแน่ชัด แต่น่าจะถูกนำมาจากที่อื่น เนื่องจากเป็นวัตถุที่มีขนาดเล็กสามารถเคลื่อนย้ายนำไปยังที่ต่าง ๆ ได้ง่าย ทั้งนี้ยังพบพระพิมพ์ดินเผาจากแม่พิมพ์เดียวกันนี้ในพื้นที่ที่เป็นเมืองโบราณในสมัยทวารวดีอีกหลายแห่งด้วยกัน เช่น ที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี กรุพระบรมธาตุนาดูน จังหวัดมหาสารคาม เป็นต้น ซึ่งการพบพระพิมพ์ดินเผาจากแม่พิมพ์เดียวกันเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงการติดต่อเชื่อมโยงกันระหว่างชุมชนโบราณในสมัยทวารวดีได้เป็นอย่างดี พระพิมพ์ถือได้ว่าเป็นโบราณวัตถุสำคัญอย่างหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา โดยการริเริ่มสร้างพระพิมพ์นั้นเกิดขึ้นในประเทศอินเดีย สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 9-11 สมัยราชวงศ์คุปตะ ซึ่งถือเป็นยุคทองของศิลปะอินเดีย คติในการสร้างพระพิมพ์ แต่เดิมคงมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นที่ระลึก แสดงถึงการที่พุทธศาสนิกชนได้ไปบูชาสังเวชนียสถานทางพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย 4 แห่ง คือ สถานที่ประสูติ (สวนลุมพินี) สถานที่ตรัสรู้ (ตำบลพุทธคยา) สถานที่แสดงปฐมเทศนา (ตำบลสารนาถ) และสถานที่ปรินิพพาน (เมืองกุสินารา) ต่อมาได้พัฒนาจนกลายเป็นการสร้างเพื่อการทำบุญ และอุทิศบุญกุศลแด่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว (คติแบบมหายาน) และน่าจะถูกสร้างขึ้นเพื่อสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาด้วย (คติแบบเถรวาท) เพราะในทางพระพุทธศาสนาเชื่อกันว่า พระพุทธศาสนาจะเสื่อมลงเมื่อครบอายุ 5,000 ปี จึงได้คิดสร้างพระพิมพ์และนำไปฝังไว้ในถ้ำหรือสถูปต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก โดยหวังว่าในอนาคตหากมีผู้บังเอิญขุดพบพระพิมพ์ที่มีรูปของพระพุทธเจ้าหรือหลักธรรมของพระองค์ พระพิมพ์นั้นอาจเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้พบเห็นเกิดความเลื่อมใสและเชื่อถือในศาสนาพุทธอีกครั้ง ความนิยมในการสร้างพระพิมพ์ในประเทศอินเดีย ได้ส่งอิทธิพลต่อดินแดนที่รับนับถือพระพุทธศาสนา ดังจะเห็นได้จากหลักฐานการขุดค้นพบพระพิมพ์ตามแหล่งโบราณคดีต่าง ๆ ในหลาย ๆ ประเทศเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงถือได้ว่าพระพิมพ์เป็นโบราณวัตถุสำคัญอย่างหนึ่งที่สามารถพบได้โดยทั่วไปในดินแดนที่รับนับถือพระพุทธศาสนา เพราะว่าเป็นสิ่งแทนสัญลักษณ์สำคัญต่าง ๆ ทางพระพุทธศาสนาในรูปของวัตถุขนาดย่อม สามารถเคลื่อนย้ายนำไปยังที่ต่าง ๆ ได้ง่าย อีกทั้งขั้นตอนในการสร้างก็ไม่ยุ่งยากเหมือนอย่างประติมากรรมรูปแบบอื่น ๆ .................................................................................... เรียบเรียง/กราฟฟิก : นางสาวธีรนาฎ มีนุ่น ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ และนางสาวจันทร์สุดา ทองขุนแก้ว นักวิชาการวัฒนธรรม/ ฝ่ายวิชาการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา.................................................................................... อ้างอิง : 1. ธนกฤต ลออสุวรรณ. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่าจีน : กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบิณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2546. 2. นิติพันธุ์ ศิริทรัพย์. “พระพิมพ์ดินเผาสมัยทวารวดีที่นครปฐม.” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบิณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2524. 3. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. มรดก 1,000 ปี เก่าที่สุดในสยาม. นนทบุรี: มิวเซียมเพรส, 2556. 4. วิริยา อุทธิเสน. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำชีตอนกลาง กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา” วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบิณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2546. 5. สันติ เล็กสุขุม. ประวัติศาสตร์ศิลปะไทย (ฉบับย่อ): การเริ่มต้นและการสืบเนื่องงานช่างในศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2548.
บริเวณเมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้มีการขุดพบลูกเต๋าโบราณทำจากดินเผา กระดูกสัตว์ และงาช้าง มีรูปทรง ๒ ลักษณะ ได้แก่ ลูกเต๋าทรงลูกบาศก์ (สี่เหลี่ยมจัตุรัส) ที่มีลักษณะเช่นเดียวกับลูกเต๋าในปัจจุบัน คือ เป็นลูกเต๋าที่มี ๖ ด้าน แต่ละด้านมีรอยขูดขีดลึกลงไปเป็นจุดกลม ๑ ถึง ๖ จุด และรูปทรงอีกแบบหนึ่งมีลักษณะเป็นแท่งยาวทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มี ๔ ด้าน แต่ละด้านสลักเป็นจุดวงกลมล้อมรอบด้วยเส้นวงกลมหลายเส้น ด้านละ ๑, ๒, ๓ และ ๔ จุด ตามลำดับ ลูกเต๋าโบราณทั้งสองแบบ ได้พบแพร่หลายในหลายพื้นที่ ทั้งในดินแดนตะวันออกกลาง (อาณาจักรเปอร์เชีย) ยุโรป รวมทั้งดินแดนชมพูทวีป (อินเดียตอนเหนือและพื้นที่ด้านตะวันตก) จากการค้นพบลูกเต๋าตามแหล่งโบราณคดีต่าง ๆ ทำให้สันนิษฐานว่า ลูกเต๋าเป็นอุปกรณ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของการละเล่น กีฬา หรือการพนัน ในอินเดียได้พบลูกเต๋าทรงลูกบาศก์ ตั้งแต่อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุหรือในวัฒนธรรมยุคทองแดง อายุ ๔,๕๐๐ – ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว (๓,๐๐๐ – ๒,๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาล) ในบางแห่งขุดพบลูกเต๋าร่วมกับแผ่นดินเผาที่มีการตีเส้นตาราง สันนิษฐานว่าใช้เป็นอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการละเล่นหรือกีฬาของคนสมัยโบราณ และอาจเป็นต้นเค้าของกีฬาหมากรุกในปัจจุบัน ในอินเดียได้พบลูกเต๋าแพร่หลายมากในชั้นวัฒนธรรมสมัยราชวงศ์โมริยะ-ศุงคะ (สมัยเหล็กตอนปลาย) ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๓-๗ (ประมาณ ๑,๙๐๐ - ๒,๓๐๐ ปีมาแล้ว) ต่อเนื่องมาถึงสมัยคุปตะ ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๐ (ประมาณ ๑,๖๐๐ - ๑,๗๐๐ ปีมาแล้ว) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากที่เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ยังพบลูกเต๋าที่แหล่งโบราณคดีเนินมะกอก อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี และที่แหล่งโบราณคดีบ้านท่าแค ในพื้นที่อำเภอเมืองฯ จังหวัดลพบุรี กำหนดอายุช่วงพุทธศตวรรษที่ ๙ - ๑๐ หรือเมื่อ ๑,๖๐๐ – ๑,๗๐๐ ปีมาแล้ว) การค้นพบลูกเต๋าที่เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จึงเป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ถึงการติดต่อแลกเปลี่ยนกับชาวอินเดียในช่วงก่อนสมัยทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๙ – ๑๐ แสดงถึงความสำคัญในฐานะเมืองท่าค้าขายช่วงเวลานั้น--------------------------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง--------------------------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. เนินมะกอก : รายงานเบื้องต้นเฉพาะเรื่องชั้นดินและหลักฐานโบราณคดีบางประเภท. กรุงเทพฯ : กองโบราณคดี กรมศิลปากร, ๒๕๓๒. กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี : สหมิตรพริ้นติ้ง, ๒๕๔๕. ผาสุข อินทราวุธ. ทวารวดี : การศึกษาเชิงวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อักษรสมัย, ๒๕๔๒. Alex Fox. Ancient Roman Board Game found in Norwegian Burial Mound: researchers unearthed a four-sided dice and 18 circular tokens. [Online.] Available from https://www.smithsonianmag.com/smart-news/ancient-roman-board-game-unearthed-norway-180975082/ Shahid Naeem. An Ancient Indus Die. [Online.] Available from https://www.harappa.com/blog/ancient-indus-die [June 15th, 2015] Shahr-e-Sukhteh: the Burnt City. [Online.] Available from http://turquoisedomes.com/2020/01/24/shahr-e-sukhteh/ [January 24, 2020.]
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แจ้งของดกิจกรรม "นำชมวันอาทิตย์" ตลอดเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๕ หากมีการเปลี่ยนแปลงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จะประกาศให้ทราบอีกครั้ง สอบถามเพิ่มเติมทาง Inbox page และโทร. ๐๒ ๒๒๔ ๑๔๐๒, ๐๒ ๒๒๔ ๑๓๓๓
การทำ Photogrammetry ซึ่งเป็นการสร้างงานสามมิติรูปแบบหนึ่ง โดยในปัจจุบันเราได้นำมาประยุกต์ใช้กับการบันทึกข้อมูลทางโบราณคดี ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งงานโบราณคดีบนบกและใต้น้ำ
รูปพระสุภูติมหาเถร
สมัยอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๓-๒๔
เป็นของอยู่ในพิพิธภัณฑสถานมาแต่เดิม ได้มาจากไหนไม่ปรากฏ
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ ห้อง ธนบุรี-รัตนโกสินทร์ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ประติมากรรมรูปบุคคล เงยศีรษะขึ้น ใบหน้ากลม คิ้วโก่ง ดวงตาเหลือบต่ำ จมูกใหญ่ ริมฝีปากหนา แสดงอาการยิ้มเล็กน้อย ใบหูยาว รูปร่างอ้วนครองจีวรแบบห่มดอง*แสดงการคาดผ้ารัดอก มีท้องพลุ้ย มือซ้ายโอบหน้าท้อง ส่วนมือขวายกขึ้น (กิริยากวักเรียกฝน) นั่งขัดสมาธิราบบนฐานบัว รูปแบบดังกล่าวจึงทำให้ประติมากรรมพระสุภูติมีลักษณะบางประการคล้ายกับประติมากรรมพระมหากัจจายนเถระ
ประวัติของพระสุภูติปรากฏในคัมภีร์วิสุทธชนวิลาสินีอรรถกถา พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน กล่าวถึงประวัติพระสุภูติว่า
ครั้งหนึ่งพระสุภูติจาริกถึงกรุงราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารได้อาราธนาให้พระสุภูติประทับอยู่ ณ เมืองราชคฤห์ พร้อมทั้งสัญญาว่าจะสร้างกุฏิถวายให้ แต่เนื่องจากทรงมีพระราชกิจหลายอย่าง ทำให้ทรงลืมข้อสัญญาดังกล่าว ครั้นถึงฤดูฝนปรากฏว่าฝนไม่ตก พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงระลึกขึ้นได้ว่าพระองค์ลืมสร้างกุฏิถวายพระสุภูติ ทรงมีรับสั่งให้สร้างกุฏิที่มุงหลังคาด้วยใบไม้ถวาย เมื่อพระสุภูติเข้าไปอาศัยด้านในแล้วฝนก็ยังตกเพียงเล็กน้อย พระสุภูติจึงกล่าวคาถามีใจความว่า ตนพ้นจากภยันตราย มีอาคารกำบังแล้ว ขอให้เทพเทวดาบันดาลให้ฝนตก เมื่อกล่าวคาถาจบลง เมฆฝนก็ก่อตัวขึ้น เกิดเป็นฝนห่าใหญ่ตกทั่วเมืองราชคฤห์
จากประวัติของพระสุภูติข้างต้น จึงทำให้ประติมานของรูปเคารพพระสุภูติมีลักษณะการแสดงอิริยาบถที่สัมพันธ์กับ “เบื้องบน” หรือ “ท้องฟ้า” เช่น การแหงนหน้ามองด้านบน หรือชูแขนข้างหนึ่งขึ้นในท่ากวักมือเรียกเป็นต้น ในงานพระราชพิธีพิรุณศาสตร์ พระสุภูติจึงเป็นประติมากรรมองค์สำคัญที่ใช้ประกอบพิธี
อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ทรงมีพระบรมราชาธิบายถึงพระสุภูติในพระราชพิธีพิรุณศาสตร์ไว้ว่า การประดิษฐานพระสุภูติในพระราชพิธีจะตั้งไว้อยู่กลางแจ้ง ตรงกันข้ามกับคาถาที่ใช้สวดในพระราชพิธี คือ “คาถาสุภูโต” ที่มีเนื้อความตามสุภูติเถรคาถา ในพระสุตตันตปิฎก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ทรงเรียบเรียงขึ้นใหม่ และใช้มาตลอดนับตั้งแต่รัชกาลของพระองค์ในคราวที่ฝนแล้ง ดังมีประกาศให้พระอารามต่าง ๆ สวดคาถาสุภูโต
และงานพระราชพิธีพิรุณศาสตร์ไม่ได้มีกำหนดตายตัวว่าจะต้องจัดกี่วัน ขึ้นอยู่กับว่าฝนจะตกหรือไม่ และตกมากน้อยเพียงใด หากฝนตกไม่มากก็ยังคงทำพิธีต่อไป อีกทั้งพระราชพิธีพิรุณศาสตร์มิได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี หากแต่จัดขึ้นในคราวที่เกิดภาวะแล้งขาดแคลนน้ำฝนเท่านั้น
* ห่มดอง หมายถึง วิธีห่มผ้าของพระภิกษุสามเณรอย่างหนึ่งโดยห่มเฉวียงบ่าและมีผ้ารัดอก (ตามความหมายใน ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๖ หน้า ๑๓๑๙)
อ้างอิง
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชพิธี ๑๒ เดือน. พระนคร: แพร่พิทยา, ๒๕๑๔.
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. รวมพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง ประชุมประกาศรัชกาลที่ ๔ (กรุงเทพฯ: องค์การค้าคุรุสภา, ๒๕๔๘.
____________. รวมพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง ประชุมประกาศรัชกาลที่ ๔. กรุงเทพฯ: องค์การค้าคุรุสภา, ๒๕๔๘.
มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย อปทาน เล่มที่ ๘ ภาคที่ ๒. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕.
วันแรม ๔ ค่ำและ แรม ๕ ค่ำ เดือนแปด ของทุกปี กรมศิลปากร ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการอาราธนาพระภิกษุสงฆ์ และสามเณร มาเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นกรณีพิเศษปีละ ๒ วัน ธรรมเนียมนี้มีความเป็นมาย้อนไปถึง พ.ศ. ๒๔๖๔ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิมนต์พระสงฆ์มาเยี่ยมชมกิจการหอพระสมุด ในโอกาสที่พระภิกษุสงฆ์ สามเณรมาประชุมทำวัตร สวดมนต์ถวายพระราชกุศล ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และในพ.ศ. ๒๔๖๙ เมื่อย้ายหอพระสมุดมายังพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน จึงผนวกการเยี่ยมชมกิจการพิพิธภัณฑสถานไว้ด้วยตั้งแต่บัดนั้น
สำหรับเทศกาลเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๖๖ ตรงกับวันเสาร์ที่ ๕ – วันอาทิตย์ที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๖ สำหรับท่านผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคทรัพย์สิน ภัตตาหาร หรือสิ่งของต่างๆ เพื่อร่วมทำบุญในกิจกรรมดังกล่าว สามารถบริจาคได้ที่งานธุรการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๗๐ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๑๔๐๒
วันนี้เรามาเรียนรู้ลักษณะนามจากโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียงกันนะคะโดยนางสาวรัชฏญาภรณ์ ประทุมวัน สาขาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี