วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม อยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพทางทิศตะวันตกของเมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าไผ่ ในอดีตมีชื่อเรียกว่า “วัดเวฬุกัฏฐาราม” หรือ “วัดไผ่สิบเอ็ดกอ” เป็นอีกหนึ่งวัดที่มีประวัติศาสตร์ในการสร้างในสมัยพญามังราย พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๑ แห่งราชวงศ์มังราย และพระองค์ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา
พญามังรายได้สร้างวัดฝ่ายอรัญญวาสีเพื่อใช้เป็นที่พำนักของพระมหากัสสปะเถระ และคณะสงฆ์ที่มาจากชาวลังกาที่เข้ามาเผยแพร่พระศาสนา ซึ่งในครั้งนั้นถือว่าเป็นการอัญเชิญพระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์เข้ามาในล้านนาเป็นครั้งแรก ในครั้งนั้นพระมหากัสสปเถระได้ยึดถือการสร้างแบบวัดในลังกา โดยจัดแบ่งเป็นเขตพุทธาวาสและเขตสังฆาวาส อย่างเช่น เจดีย์ประธานของวัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับพระเจดีย์ในลังกา
ต่อมาในสมัยพญากือนา พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๖ แห่งราชวงศ์มังราย ได้อาราธนาพระมหาเถรจันทร์ ภิกษุที่พระองค์ทรงนับถือเป็นอย่างมาก เนื่องจากในสมันนั้นพระมหาเถรจันทร์เป็นผู้มีความปราดเปรื่องทั้งทางโลกและทางธรรม มีปฏิภาณไหวพริบ สามารถตอบปัญหาธรรมได้อย่างลึกซึ้ง จึงเป็นที่เคารพนับถือเป็นอย่างมาก ซึ่งพระมหาเถรจันทร์ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์น้อย ในปัจจุบันคือ วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ อย่างไรก็ตามพญากือนาทรงทราบว่าพระมหาเถรจันทร์ มักจะมีอาการคลุ้มดีคลุ้มร้ายเป็นประจำ โดยชอบออกจาริกไปตามป่าดงและชนบทห่างไกลเพื่อบำเพ็ญภาวนาอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้เพื่อหาที่สงบสงัดบำเพ็ญภาวนาโดยไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งที่แน่นอน เวลาต้องการนิมนต์เพื่อโต้ตอบปัญหาหรือศึกษาข้อธรรม มักจะไม่ค่อยพบและยากแก่การติดต่อนิมนต์
พญากือนา ทรงบูรณะพระเจดีย์ขึ้นมาใหม่ด้วยการก่อผนังพอกปูนซ่อมแซมใหม่ทับของเก่า โดยทรงรักษาทรงเดิมเอาไว้ ถ้าหากสังเกตบริเวณรอยแตกของพระเจดีย์จะเห็นชัดเจนว่ามีเปลือกอยู่ด้วยกันหลายชั้น และมีพระราชประสงค์โปรดให้สร้างพระอารามใต้พื้นดินหรืออุโมงค์ใหญ่ขึ้นที่ใต้ฐานด้านเหนือฐานพระเจดีย์ใหญ่ รวมถึงสร้างอุโมงค์ทางเดินเข้าออกได้ทั้งสี่ทิศ แต่ละช่องเดินติดต่อกันไปได้ทั่วถึง ในส่วนของบริเวณข้างฝาผนังด้านในอุโมงค์เจาะช่องไว้สำหรับวางผางประทีปเพื่อให้เกิดแสงสว่างเนื่องจากในสมัยนั้นไม่มีไฟฟ้าใช้ เหมาะสำหรับเดินจงกรมและนั่งภาวนาของพระภิกษุ จิตรกรรมเพดานและฝาผนังของอุโมงค์เขียนภาพต่างๆ เป็นสีธรรมชาติที่ผสมผสานลวดลายศิลปะแบบจีนและล้านนาไว้ด้วยกันเพื่อถวายในพระพุทธศาสนา นอกจากนี้พระมหาเถรจันทร์ใช้สำหรับเป็นที่พักผ่อนและบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ด้วยเหตุนี้ทำให้พระมหาเถรจันทร์ จึงได้ครองเจ้าอาวาสทั้งสองวัด
หลังจากอาณาจักรล้านนาได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า วัดแห่งนี้จึงได้กลายสภาพเป็นมาเป็นวัดร้างและไม่มีภิกษุจำพรรษา จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ เจ้าชื่น สิโรรส ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและครูใหญ่คนแรกของโรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมประจำมณฑลพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ได้เข้ามาทำการบูรณปฏิสังขรณ์จากป่าไม้นานาพรรณที่ได้ปกคลุมวัดร้างแห่งนี้ โดยเริ่มบูรณะองค์พระเจดีย์และตัวอุโมงค์ที่ทรุดโทรมเป็นอย่างมากเนื่องมาจากกาลเวลา ต่อมาเริ่มสร้างเสนาสนะ วิหาร พระอุโบสถ์ รวมถึงโรงภาพปริศนาธรรม โดยได้รับแรงบันดาลใจในการตั้งสำนักปฏิบัติธรรมจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่รอบตัวของวัดสวนโมกขพลาราม หรือวัดธารน้ำไหล อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งจัดตั้งโดย พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินฺทปญฺโญ) หรือรู้จักในนาม หลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ ต่อมาพระพรหมมังคลาจารย์ (ปั่น ปทุมุตฺตโร) หรือ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้เข้ามาเผยแพร่ธรรมที่เชียงใหม่ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ – พ.ศ. ๒๕๐๒ เป็นเวลา ๑๐ ปี และดำรงตำแหน่งเป็นประธานมูลนิธิชาวพุทธมูลนิธิ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ รวมถึงจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมขึ้น ให้มีลักษณะคล้ายวัดสวนโมกขพลาราม ต่อมาได้ตั้งชื่อวัดว่าอุโมงค์สวนพุทธธรรม ซึ่งเป็นสถานที่เงียบสงบ มีความร่มรื่นเหมาะแก่การศึกษาปฏิบัติธรรมแก่พระสงฆ์และประชาชน
เจดีย์ประธานวัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม เป็นเจดีย์ทรงระฆังกลมขนาดใหญ่ได้รับอิทธิพลจากลังกาและศิลปะแบบพม่าสมัยพุกาม ตั้งอยู่บนเนิน มีทางขึ้นลงอยู่บริเวณทางทิศใต้เป็นบันไดนาค ด้านทิศตะวันออกเป็นลานหินหลังคา สำหรับคูหาในส่วนที่อยู่ใต้เนินมีอุโมงค์ใต้ดินโบราณขนาดใหญ่ ทำเป็นทางเดินไปยังกึ่งกลางภายในเจดีย์ ระหว่างทางเดินมีอุโมงค์แยกย่อยกันไป สามารถทะลุหากันได้ นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เป็นมุมผนังของอุโมงค์ทำเป็นห้องเล็กๆ เพื่อใช้เป็นที่สำหรับการนั่งปฏิบัติธรรมทำสมาธิหรือวิปัสสนากรรมฐาน
ส่วนฐานด้านล่างของเจดีย์มีปูนประดับลวดลาย ฐานบัวซ้อน ๓ ชั้น ประดับด้วยฐานบัวลูกแก้ว มีแถวเป็นช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กเรียงแถวโดยรอบของท้องไม้ ที่ฐานรองรับองค์ระฆังเป็นศิลปะแบบพม่าในสมัยพุกาม ถัดขึ้นไปเป็นองค์ระฆังขนาดใหญ่ มีบัลลังก์เป็นผังสี่เหลี่ยมประดับด้วยบัวหงาย บัวคว่ำ โดยมีตัวหน้ากาลหรือเกียรติมุขหรือรูปกาละ อยู่บริเวณมุมของบัลลังก์ ส่วนฐานของบัลลังก์มีตัวมอม นอกจากนี้บริเวณก้านฉัตรประดับแถวเทพเทวดากึ่งลอยยืนเรียงกันโดยรอบรูปแบบทักษิณาวรรตมีพระพักตร์รูปไข่ โดยเครื่องทรงเป็นแบบเดียวกันกับแบบศิลปะลังกา หรือศิลปะล้านนาราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เช่นเดียวกันกับเทวดาปูนปั้นวัดเจ็ดยอด
ส่วนของยอดประดับด้วย ปล้องไฉน และปลียอดแบบปัทมบาท แบบปลีคว่ำ-ปลีหงายประกบกันตามลำดับ ทั้งนี้เป็นศิลปะแบบพม่าในสมัยพุกาม สำหรับเจดีย์องค์นี้มีการผสมผสานระหว่างทางศิลปะล้านนา ศิลปะลังกา และศิลปะพม่า เนื่องจากได้รับอิทธิพลแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมมาหลายยุคหลายสมัยตามกาลเวลา
จิตรกรรมเพดานภายกรุอุโมงค์ในรูปวงโค้งที่เก่าแก่ที่สุดของเชียงใหม่ เป็นลวดลายพรรณพฤกษา ดอกโบตั๋น พระอาทิตย์ นกกระเรียน นกยูง และก้อนเมฆใช้แทนสัญลักษณ์ของท้องฟ้าในความหมายของจักรวาล ทั้งนี้สันนิษฐานว่าภาพเขียนน่าจะอยู่ในสมัยหลังราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ โดยภาพเขียนใช้สีสด เช่น สีแดง สีดำ และสีเขียว ปรากฏลวดลายลักษณะแบบนี้อยู่ในศิลปะจีนช่วงราชวงศ์หยวนถึงต้นราชวงศ์หมิง บรรยากาศภายในอุโมงค์มีความเงียบสงบเย็นสบาย เหมาะแก่การนั่งสมาธิ บริเวณทางเดินมีแสงไฟ และมีพระพุทธรูปประดิษฐานตลอดทางเดิน
เสาอโศกจำลอง อยู่บริเวณด้านหน้าทางเข้าอุโมงค์ สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เพื่อเป็นสัญลักษณ์อันแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนาในอดีต และเพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงพระเจ้าอโศกมหาราช หรือพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชแห่งประเทศอินเดีย ราวปี พ.ศ. ๒๗๐ โดยพระองค์เป็นผู้สร้างเสาอโศกยู่ที่ประเทศอินเดียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากพระองค์ทรงมีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา รวมถึงเพื่อจารึกหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งนี้เสาอโศกเป็นหนึ่งในบรรดาประติมากรรมเก่าแก่ที่สุดของอินเดีย
ลานเศียรพระพุทธรูปกลางแจ้งเปรียบเสมือนลานพิพิธภัณฑ์พระพุทธรูปที่มีความเป็นเอกลักษณ์ อยู่บริเวณด้านข้างทางทิศเหนือก่อนเข้าอุโมงค์ เป็นพระพุทธรูปและหินสลัก สร้างขึ้นโดยสกุลช่างพะเยา ประมาณปี พ.ศ. ๑๙๕๐ – พ.ศ. ๒๑๐๐ ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๑ – พ.ศ. ๒๕๑๓ เจ้าชื่น สิโรรส รวมถึงผู้ศรัทธาวัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม ได้นำมาจากวัดร้างต่างๆ ในจังหวัดพะเยา ไม่ว่าจะเป็นเศียรพระพุทธรูปขนาดใหญ่ พระพุทธรูปหินทรายแกะสลัก อย่างเช่น พระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิราบ ซึ่งมีลักษณะสำคัญ คือ บริเวณบนฐานหน้ากระดานเกลี้ยงมีขนาดใหญ่ พระพักตร์ (หน้า) ออกเป็นทรงสี่เหลี่ยมไปทางกลม พระขนง (คิ้ว) ไม่โก่ง พระนาสิก (จมูก) ใหญ่ พระโอษฐ์ (ปาก) หนา พระวรกายค่อนข้างใหญ่ พระอุระ (อก) นูน ปลายนิ้วพระหัตถ์ (มือ) เสมอกัน สังฆาฏิยาวจรดพระนาภี (สะดือ) ซึ่งมีทั้งแบบปลายตัดตรง ปลายแยกออกเป็นสองแฉก และโค้งเข้าหากันคล้ายเขี้ยวตะขาบหรือปลายแยกออกเป็นสองแฉก
โรงภาพปริศนาธรรม อยู่บริเวณทางทิศตะวันออกของทางเข้าอุโมงค์ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากโรงมหรสพทางวิญญาณ หรือโรงหนังแห่งสวนโมกขพลาราม เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดแสดงภาพวาดปริศนาธรรม งานแกะสลัก งานปั้น งานโลหะ โดยสามารถเรียนรู้ปริศนาธรรมแฝงคำสอนต่างๆ ทางพุทธศาสนาที่มีความสวยงามและมีความหมายลึกซึ้ง นอกจากนี้ยังสามารถนำหลักธรรมคำสอนไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย
หอธรรมโฆษณ์ เป็นอาคารสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ทรงสี่เหลี่ยม ๒ ชั้น บรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบเหมาะสำหรับศึกษาและปฏิบัติธรรม บริเวณด้านหน้าอาคารมีรูปปั้นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร โดยชั้นล่างเป็นห้องสมุดบริการหนังสือธรรมในศาสนาพุทธ ส่วนบริเวณชั้นบนเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พระพุทธรูป เครื่องใช้โบราณ ไม้แกะสลัก เครื่องปั้นดินเผาโบราณ เครื่องทอง เครื่องเงิน เครื่องเขิน ภาพถ่ายจิตรกรรมฝาผนัง และรูปเทพชุมนุมในกรุวัดอุโมงค์
ศูนย์การเรียนรู้ศิลปะโบราณและวิทยาศาสตร์ล้านนา เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่มีการผสมผสานศิลปะในสมัยโบราณกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยเล่าเรื่องถึงประวัติความเป็นมา ภาพจิตรกรรมฝาผนังในอุโมงค์ของวัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม ผ่านทางนิทรรศการ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพเสมือนที่มีความสวยงามและทันสมัย เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับวัดอุโมงค์สวนพุทธธรรมได้ตลอดชีวิตจากศูนย์การเรียนรู้ฯ แห่งนี้
สระน้ำวัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม อยู่บริเวณทางด้านทิศใต้ของเจดีย์ฯ เป็นเขตอภัยทานขนาดใหญ่ในบรรยากาศร่มรื่นมีต้นไม้ขนาดใหญ่นานาพรรณท่ามกลางความเงียบสงบเหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ สามารถข้ามสะพานไปยังเกาะกลางสระน้ำเพื่อให้อาหารสัตว์ อย่างเช่น ปลา เต่า และนกพิราบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีอนุสาวรีย์หลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ รวมถึงคำสอนที่แฝงไปด้วยคติธรรมและข้อคิดเตือนในในการดำเนินชีวิตตลอดทางเดินของวัด
กรมศิลปากรได้ประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ อยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ง หน้า ๓๖๘๒ ลงวันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘ ทั้งนี้วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม จึงเป็นวัดที่มีแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ มีศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่สำคัญ และเป็นสถานที่เหมาะแก่การมาพักผ่อนนั่งสมาธิ วิปัสสนากรรมฐาน เดินจงกรม หรือปฏิบัติธรรม เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีบรรยากาศเป็นธรรมชาติกว้างขวางแวดล้อมไปด้วยป่าไม้นานาพรรณ รวมถึงมีความร่มรื่นและเงียบสงบสามารถช่วยให้ผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
เฉลียว ปิยะชน. ประติมากรรมเทวดาและกินนรแห่งล้านนา. เชียงใหม่: ปราณ, ๒๕๔๐.
“ประกาศกรมศิลปากร กำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ ๕๒ ง. (๘ มีนาคม ๒๔๗๘): ๓๖๘๒.
พุทธนิคมเชียงใหม่. ประวัติวัดอุโมงค์ และคติธรรมต่าง ๆ. เชียงใหม่: โรงพิมพ์พุทธนิคมเชียงใหม่, ๒๕๑๑.
สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะภาคเหนือ : หริภุญชัย-ล้านนา. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๘.
(จำนวนผู้เข้าชม 43 ครั้ง)