วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ เป็นวัดคามวาสี คือวัดที่อยู่ในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่ สันนิษฐานว่าน่าสร้างเมื่อปีพ.ศ. ๑๘๓๙ - ๑๘๔๐ ในสมัยพญามังราย พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑ ในราชวงศ์มังราย และทรงเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ เป็นอีกวัดหนึ่งที่อยู่คู่เมืองเชียงใหม่ และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มายาวนาน
พระมหาเถรจันทร์ คือพระเถระผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือมากในสมัยพญากือนา กษัตริย์ลำดับที่ ๖ แห่งราชวงศ์มังราย เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญทั้งทางโลกและทางธรรมมักจะจาริกอยู่ตามป่าดง เพื่อบำเพ็ญภาวนา และเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์น้อย ในปัจจุบันคือ วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ นอกจากนี้พญากือนาทรงสร้างพระเจดีย์ถวายเพื่อบำเพ็ญภาวนา นอกจากนี้พญากือนายังได้สร้างวัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) หรือวัดเวฬุกัฎฐาราม บริเวณป่าไผ่ ๑๑ กอ เชิงดอยสุเทพ ถวายแด่พระมหาเถรจันทร์เพื่อความสงบในการบำเพ็ญภาวนาด้วย พระมหาเถรจันทร์จึงเป็นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์พุทธศาสนาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างสถานที่สำคัญคือ “วัดอุโมงค์” ทั้งสองแห่งอีกด้วย
วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ ตั้งอยู่ในตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ มีประวัติอันยาวนานที่สำคัญ และมีความเกี่ยวข้องกับสามเณรจันทร์ ซึ่งบวชอยู่วัดเวฬุกัฏฐาราม หรือวัดป่าไผ่สิบเอ็ด สามเณรจันทร์มีความตั้งใจศึกษาภาษาบาลีอยู่กับเจ้าอาวาส ท่านเจ้าอาวาสเห็นถึงความตั้งใจจึงให้มาศึกษาอยู่ที่วัดมหาโพธิ์น้อย ในภายหลังได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ เพื่อจะได้เพิ่มหลักของศีล สมาธิ ปัญญา เป็นการยกระดับจิตให้สูงขึ้นได้อาศัยเล่าเรียนศึกษาเป็นเวลา ๓ ปี หลังจากนั้นได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ต่อมาท่านเจ้าอาวาสมรณภาพ และได้มอบคัมภีร์มหามันตระประเภท พร้อมทั้งแนะนำให้ท่องมนต์ในที่เงียบสงัด โดยคัมภีร์มหามันตระประเภท มีกำหนด ๑,๐๐๐ คาบ (พันจบ) สมจิตสูต ๕๐๐ คาบ มหาสมัย ๕๐๐ คาบ และธรรมจักรสูตรอีก ๕๐๐ คาบ ต้องนั่งท่องเหมือนกันหมดทุกคืน ในคืนที่สามระหว่างท่องมนต์อยู่มีแสงสว่างตรงหน้าพระมหาเถรจันทร์ จึงลืมตาขึ้นในความคิดสงสัยว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มิใช่มนุษย์ คล้ายกับเทวดาแปลงกาย กล่าวว่า “แม้นท่านมีความปรารถนาเช่นใด เราก็สามารถช่วยท่านได้รับผลสมความปรารถนาโดยรวดเร็ว เรามีของสิ่งหนึ่งจะถวายแก่ท่าน จงยื่นมือมารับเอาไว้เรายื่นให้บัดนี้แล้ว” พระภิกษุเห็นมือที่ยื่นของมาให้นั้นขาวผุดผ่องดูงดงามอันนิ่มนวล จึงยื่นมือแบหงายออกไปรับหมากที่มีรูปประหลาดพร้อมกับจับทั้งมือทั้งหมากนั้นไว้ ทำให้เทวดาแปลงกายได้สะบัดมือหลุดออกจากการเกาะกุม และกล่าวว่า “อสติกโรติ” แปลว่า “ท่านจงหาสติมิได้เถิด” หลังจากนั้นได้อันตรธานไปทันทีต่อหน้าพระภิกษุ เป็นเหตุทำให้ไม่สามารถท่องมนต์ที่ยังค้างไว้ต่อได้สำเร็จ พระภิกษุจึงรับรู้ได้ถึงการสูญเสียสติสัมปชัญญะอันทำให้กลายเป็นคนหลงๆ ลืมๆ คล้ายกับอาการคนเสียสติ จึงได้ตัดสินใจกลับมาจำพรรษาอยู่วัดโพธิ์น้อยตามเดิม
พระมหาเถรจันทร์พยายามรักษาตัว พร้อมกับการรักษาศีล ฝึกสมาธิ และเจริญปัญญา หากยามที่มีสติสัมปชัญญะดีก็สามารถศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎก จนมีความรู้แตกฉานมีปัญญาเฉียบแหลมสามารถเล่าเรียนได้อย่างแม่นยำรวดเร็วมาก แต่หากยามที่สติท่านไม่สู้จะปรกติ ท่านก็ออกจากวัดไปจาริกตามป่าตามเขาในที่สงบสงัดเพื่อบำเพ็ญภาวนาตามลำพังเป็นระยะเวลาหลายเดือนจนอาการค่อยทุเลาจึงกลับมาจำวัด
พระมหาเถรจันทร์ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์น้อย อุปสมบทได้ ๒๒ พรรษา อายุได้ ๔๒ ปี จนมีความรู้แตกฉานทั้งทางโลกและทางธรรม พญากือนาทรงทราบถึงกิติศัพท์ทรงสนพระทัยโปรดให้นิมนต์พระมหาเถรจันทร์ พระราชปุจฉาถึงปริศนาธรรม คติธรรม ปัญญาโวหารหลายประการ ซึ่งพระมหาเถรจันทร์ ได้ถวายวิสัชนาให้ทรงทราบโดยแจ่มแจ้ง หรือในบางครั้งมักมีพระเถระจากต่างเมืองมาถามปัญหาธรรมอยู่เสมอ โดยทุกครั้งที่มีการถกเถียงปัญหาธรรม พระมหาเถรจันทร์คอยเป็นผู้เฉลยปัญหาธรรมเหล่านั้นได้อย่างเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้ง จึงเป็นเหตุทำให้พญากือนาทรงเลื่อมใสและศรัทธาเป็นอย่างมาก ขณะนั้นวัดโพธิ์น้อยได้ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก พระองค์จึงโปรดให้สร้างวิหาร และกุฏิให้เพียงพอแก่พระสงฆ์สามเณรที่เป็นสานุศิษย์ในการศึกษาพระธรรม ซึ่งพระอารามแล้วเสร็จสมบูรณ์ เมื่อปีพ.ศ. ๑๙๑๘ ซึ่งในปัจจุบัน คือ “วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์”
วันหนึ่งพญากือนาให้นิมนต์พระมหาเถรจันทร์เพื่อถวายภัตตาหาร และรับฟังเทศนาโอวาทในหลักการปกครองบ้านเมืองตามวิธีปฏิบัติรวมถึงได้กล่าวปัญหาธรรมที่เป็นข้อคิดและให้หาวิธีแก้ปัญหา ซึ่งปัญหาธรรมมีอยู่ว่า “เป็นท้าวพระยาเมืองใหญ่ หื้อไขว่ไม้สานก๋วย, หื้อแป๋งบวยแปดลูก, หื้อปลูกไม้ลูก ส้ม ฝาด ขม หวาน, หื้อหย้าน หาญ หนี, อย่าหื้อลุกำจ๋า, หื้อเลี้ยงก๋าสามหมู่, หื้อมีปู่สามคน, หื้อมีก๋นสามด้าน, หื้อเลี้ยงล้านสามหัว, หื้อมีตั๋วในท้อง, หื้อกระทำต๋นเป็นดั่งจ้องหลุบ ก๋างเมื่อก๋างอย่าหื้อหลุบ เมื่อหลุบอย่าหื้อก๋าง, หื้อเลี้ยงนางสามปาก, หื้อเลี้ยงนากสามตั๋ว, หื้อมีวัวแสนแอก, หื้อมีแขกหลายตาง, บ้านเมืองจ๋างเกื๋อต๊อด, อย่าเลี้ยงมอดขบเมือง”
ปัญหาธรรมดังกล่าวไม่มีใครสามารถแก้ปัญหาได้จนเวลาล่วงเลยมาหลายวัน พระมหาเถรจันทร์จึงได้มาแก้ให้ปัญหาธรรมระหว่างมาฉันภัตตาหารที่โรงธรรมของพญากือนา ซึ่งสามารถแก้ปัญหาธรรมดังกล่าวได้ว่า (ป.พิสณฑ์. ๗๒ - ๗๕)
· เป็นท้าวพระยาเมืองใหญ่ หื้อไขว่ไม้สานก๋วย คือ เมื่อเป็นท้าวพระยาผู้ใหญ่ ให้มีสายตายาวและดูบ้านดูเมือง ให้อยู่วุฑฺฒิเจริญ อย่าตื่นข่าวต่างๆ อันเป็นคำ “หานี” (คำเล่าอ้าง) ดูเสนาอำมาตย์ผู้มีคุณ และไม่มีคุณโดยมาอันกว้างยาวดุจตาก๋วยนั้นแล
· หื้อแป๋งบวยแปดลูก คือ เลี้ยงอำมาตย์ ๘ คน ที่จะนำเอาสิ่งของเงินทองมาจากทิศทั้ง ๘ เข้าในห้องพระคลัง
· หื้อปลูกไม้ลูก ส้ม ฝาด ขม หวาน ส้ม คือ เลี้ยงคนที่จะสอนข้าราชการชั้นใน ฝาด คือเลี้ยงคนที่จะจัดเก็บภาษีในแผ่นดินไร่นาสาโท ขม คือ เลี้ยงคนที่เป็นหาญศึก (ทหาร) และหวาน คือ เลี้ยงคนที่เก่ง ในทางหนังสือติดต่อ (เลขา)
· หื้อหย้าน หาญ หนี หย้าน คือ ให้เกรงบาปกรรม อันไม่ชอบธรรม หาญ คือ กล้ากระทำการกุศลผลบุญ และหนี คือ หนีจากบาปกรรม ๕ ประการ มีการฆ่าสัตว์เป็นต้น ให้อยู่ตามคดีโลก คคีธรรม อยู่กับบัณฑิต ปราชญ์
· อย่าหื้อลุกำจ๋า คือใช้คำพูดให้เป็นราชกถา อย่าพล่ามในสิ่งที่ไม่ควร
· หื้อเลี้ยงก๋าสามหมู่ คือ ถ้าเป็นท้าวพระยา ให้มีปัญญา ใช้วิจารณญาณ (โยนิโสมณะสิการ) มีสติ พิจารณารำพึงเหตุผล อันจะวุฒิเจริญสามประการ คือ อดีตกาล ปัจจุบันกาล อนาคตกาล
· หื้อมีปู่สามคน คือ ให้ถือปฏิบัติ ตามหลักโบราณ สามชั่วท้าวพญาผู้ใหญ่ อันปฏิบัติมาแล้วโดยชอบธรรม
· หื้อมีก๋นสามด้าน คือ อย่าให้บ้านเมืองมีเสี้ยนหนามหนึ่ง พัฒนาให้วุฑฒิเจริญด้วย ทศพิธราชธรรม ราชสมบัติให้เป็นไปยาวนานหนึ่ง แต่งศาสนา อันจักเป็นที่พึ่งของคนทั้งหลายให้ถูกกับความนิยมชมชอบของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินหนึ่ง
· หื้อเลี้ยงล้านสามหัว คือ เลี้ยงเศรษฐี ๓ คนอันอยู่ เหนือกลาง ใต้ เพื่อช่วยเหลือบ้านเมือง
· หื้อมีตั๋วในท้อง คือ ให้มีปัญญา
· หื้อกระทำต๋นเป็นดั่งจ้องหลุบ ก๋างเมื่อก๋างอย่าหื้อหลุบ เมื่อหลุบอย่าหื้อก๋าง คือ อย่าทำตัวให้กระด้างกระเดื่อง ควรหลุบ ก็ให้หลุบ ควรกางก็ให้กาง เช่นต่อหน้า แขก เสนาอำมาตย์ผู้ใหญ่ เมื่อพิจารณาอรรถคดี ถ้อยคำ การบ้านเมือง ให้ทำ สีหน้าองอาจกล้าหาญ ไม่กลัวอุปสรรคต่างๆ แต่ถ้าอยู่ในบ้านเรือน อย่าได้กระทำดังว่านี้ เพราะไม่มีใครเห็น อีกอย่างหนึ่ง เวลาไปสดับรับฟังพระธรรมเทศนา ต่อหน้าพระสงฆ์องค์เจ้า
· หื้อเลี้ยงนางสามปาก คือ ให้มีอัครมเหสี ผู้มีวาจาดี สามประการ คือ เข้าใจพูดสั่งสอน ข้าคน ให้เคารพยำเกรงด้วยหลัก ๓ ประการ คือ กาย วาจา ใจ เช่น เวลาพูดจากับเสนาอำมาตย์ พระสงฆ์องค์เจ้าก็ให้มีสัมมาคาระวะจะพูดจาด้วย บุตร สามี ก็ให้รู้จักอรรถจริยา พูดจาอ่อนหวาน ทั้งเข้าใจ อบรม และพูดจาให้เกิดประโยชน์ในทางการกุศล รู้วิธีแนะนำชักชวนให้ผู้อื่นบำเพ็ญบุญ
· หื้อเลี้ยงนากสามตัว คือ อุปฐากค้ำชูพระพุทธศาสนาหนึ่ง พระสงฆ์องค์เจ้าหนึ่ง บิดามารดา ครูบาอาจารย์สมณะชีพราหมณ์หนึ่ง
· หื้อมีวัวแสนแอก คือ รู้จักโอภาปราศรัยตามหลักการเพื่อพูดเป็นประโยชน์แก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้มาก
· หื้อมีแขกหลายตาง คือ มีราชไมตรีติดต่อกับบ้านน้อยเมืองใหญ่ ทุกถิ่นทุกที่
· บ้านเมืองจ๋างเกื๋อต๊อด คือ ทำสิ่งใดให้เกิดรสชาติ อย่างให้จืดจาง ซึ่งจะเป็นทางนำหายนะมาสู่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินได้
· อย่าเลี้ยงมอดขบเมือง คือ อย่าเลี้ยงเสนาอำมาตย์ ข้าราชการที่คอยปรับไหมใส่โทษ ชาวบ้าน ชาวเมือง (คอรัปชั่น) ให้เดือดร้อนและล่มจม
พญากือนาทรงทราบว่า พระมหาเถรจันทร์ มักจะมีอาการคลุ้มดีคลุ้มร้ายเป็นประจำ ชอบออกจาริกไปตามป่าดงและชนบทห่างไกล เพื่อหาที่สงบสงัดบำเพ็ญภาวนาอยู่เป็นประจำโดยไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งที่แน่นอน เวลาต้องการนิมนต์เพื่อโต้ตอบปัญหา หรือศึกษาข้อธรรม มักจะไม่ค่อยพบยากแก่การติดต่อนิมนต์ พญากือนา จึงมีพระราชประสงค์โปรดให้สร้างพระอารามใต้พื้นดินหรืออุโมงค์ใหญ่ขึ้นที่ด้านเหนือฐานพระเจดีย์ใหญ่ อยู่ในบริเวณวัดเวฬุกัญฐาราม หรือวัดไผสิบเอ็ดกอ ในปีพ.ศ. ๑๙๒๑ ในปัจจุบัน คือ “วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม)” เพื่อถวายในพระพุทธศาสนา อีกทั้งเพื่อถวายให้พระมหาเถรจันทร์ ใช้สำหรับเป็นที่พักผ่อนและบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ด้วยเหตุนี้ทำให้พระมหาเถรจันทร์เป็นครองเจ้าอาวาสทั้งสองวัด
พระมหาวิหารวัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ เป็นศิลปะล้านนาที่ย่อมุมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนทางด้านเหนือมีมุขยื่นอยู่เพียงด้านเดียว หลังคาลดชั้น ๓ ชั้น ทางด้านหน้า และซ้อนกัน ๒ ตับ บันไดทางขึ้นด้านหน้าประดับรูปสิงห์ หางหงส์เป็นรูปพญานาค และปั้นลมมีลักษณะเป็นลำตัวของพญานาคประดับด้วยกระจกสี หน้าบันทำเป็นช่องลูกฟักประดับด้วยไม้แกะสลักมีรูปพานรัฐธรรมนูญที่ส่องแสงล้อมรอบด้วยรูปเทวดา ถัดลงมาเป็นลายกระต่ายและม้า สลับกับลวดลายพรรณพฤกษาและดอกประจำยามติดกระจกสี รวมถึงระบุว่าสร้างเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๘๖ เป็นพ่อค้าชาวจีนในเมืองเชียงใหม่ โก่งคิ้วประดับไม้แกะสลักลายเป็นรูปโค้งเครือเถาไม่มีรวงผึ้ง เสาประตูทางเข้าประดับลวดลายล่องชาด และมีซุ้มโค้งบนกรอบบานประตูทางเข้าอย่างสวยงาม
พระมงคลศรีศากยมุนี (หลวงพ่อใหญ่) เป็นพระพุทธรูปสมัยล้านนาหล่อด้วยปูนลงรักปิดทอง ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย มีขนาดหน้าตักกว้าง ๒.๙๐ เมตรสูง ๓.๗๐ เมตร สร้างราวปี พ.ศ. ๑๙๑๐ – ๑๙๑๔ ในรัชสมัยของพญากือนา ประดิษฐานอยู่ภายในพระมหาวิหาร มีพุทธลักษณะพระพักตร์ (ใบหน้า) สี่เหลี่ยมสั้นมีไรพระศก พระขนง (คิ้ว) โก่งโค้งรับกับดวงพระเนตร พระนาสิก (จมูก) ใหญ่ พระตจะเนตร (หนังตา) ใหญ่ พระเนตร (ตา) ทอดพระเนตรลงต่ำหย่อนเรียว พระโอษฐ์ (ปาก) แย้มเล็กน้อย (ยิ้มละไม) พระหนุ (คาง) เป็นปม เม็ดพระศก (เส้นผม) เป็นตุ่มนูนใหญ่ พระอุษณีษะ (ส่วนนูนบนพระเศียร) นูนใหญ่ พระเกศโมลี (เปลวรัศมี) เป็นแบบเปลวเพลิง พระกรรณ (หู) ยาน พระวรกาย (ร่างกาย) มีพระโสณี (สะโพก) พระอุระ (อก) มีทรวดทรง พระหัตถ์ (มือ) ขวาวางบนพระชงฆ์ (แข้ง) นิ้วพระหัตถ์ยาวไล่เลี่ยกัน ชายสังฆาฏิเขี้ยวตะขาบยาวเหนือยอด พระนาภี (สะดือ) ปลายซ้อนทับแยกออกเป็นสองชาย นอกจากนี้มีภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารเกี่ยวกับภาพมหาเวสสันดรชาดก
หลวงพ่อไร่หอม เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัย สูง ๑๓๒ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๐๕๗ ประดิษฐาน ณ อยู่ภายในพระมหาวิหาร มีจารึกที่ด้านหน้าฐาน ระบุถึงเวลาสร้าง ชื่อผู้สร้าง น้ำหนัก และที่ประดิษฐานพระพุทธรูป รวม ๒ บรรทัด เป็นอักษรไทยยวน ความว่า จุลศักราช ๘๗๖ มหาสัทธัมมะมงคลปรัชญาวิเศษเจ้า มหาสวามีญาณมงคลเจ้า และมหาสวามีสุวัณณะรังสีเจ้า ทั้ง ๓ รูป เป็นประธานในการหล่อพระพุทธรูปน้ำหนัก ๒๘๕,๐๐๐ แด่วัดไร่หอม
เพนธ์, ฮันส์. และสำนักนายกรัฐมนตรี. คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย และจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ๒๕๑๙. (๘๗) “(จุล) ศักราช ๘๗๖ ปีกาบเส็ด เดือน ๙ แรม ๕ ค่ำ (ตามวิธีนับแบบ) มอญ วัน ๗ (วันเสาร์) (ตามวิธีนับแบบ) ไทย (วัน) เต่าไจ้ ฤกษ์ที่ ๒๑ มหาสัทธัมมะมงคลปรัชญาวิเศษเจ้า มหาสวามีญาณมงคลเจ้า (และ) มหาสวามีสุวัณณรังสีเจ้า (ทั้ง ๓ รูปนี้) เป็นผู้อุปถัมภก์ (การหล่อพระพุทธรูป) และเป็นประธานพระสงฆ์สามเณร เจ้าขุน นักบุญ (พร้อมทั้ง) ชาวท้า ทั้งหลาย สร้างหล่อพระพุทธรูป (องค์นี้) (หนัก) ๒๘๕,๐๐๐ เสร็จ (แล้ว?) (ได้อัญเชิญพระพุทธรูปมา) ประดิษฐานไว้ (ที่วัด) ไร่หอม”
พระเจดีย์อุโมงค์องค์เล็ก อยู่บริเวณทางด้านทิศใต้ของพระมหาวิหาร อิทธิพลศิลปะพุกามของพม่า เป็นเจดีย์ทรงปราสาทผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ฐานเตี้ยยื่นออกไปทางด้านทิศตะวันออก มีเรือนธาตุทางด้านทิศตะวันออกมีบันไดทางขึ้นซุ้มประตูที่สามารถเข้าไปภายในอุโมงค์ได้ ขนาดความยาวประมาณ ๖ เมตร กว้าง ๑.๒๐ เมตร และลึกราว ๒.๒๐ เมตร เพื่อสามารถเข้านั่งวิปัสสนากรรมฐานบำเพ็ญภาวนา สามารถเดินจงกรมภายในได้ หรือเป็นที่สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป ส่วนโค้งของซุ้มมีลักษณะพิเศษของการเรียงอิฐขอบประตูทางเข้าโดยใช้เทคนิควงโค้ง นอกจากนี้ยังมีร่องรอยของจระนำยื่นออกมาจาก ๓ ด้านของเรือนธาตุ ส่วนยอดของเจดีย์เป็นทรงระฆัง ปล้องไฉนไม่มีบัลลังก์ ส่วนปลียอดได้หักโค่นลงชำรุดเสียหาย
อุโบสถ อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระมหาวิหาร เป็นศิลปะแบบล้านนาก่อด้วยอิฐถือปูนขาว มีการยกเก็จผนังด้านหนึ่งช่วงด้านหลังหนึ่งช่วงเพื่อแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในได้อย่างลงตัว หลังคาลดชั้น ๒ ชั้นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซ้อนกัน ๒ ตับ หางหงส์เป็นรูปพญานาค ปั้นลมมีลักษณะเป็นลำตัวของพญานาคประดับด้วยกระจกสี หน้าบันทำเป็นช่องลูกฟักทำลวดลายปูนปั้นสีทองบนพื้นสีแดง เป็นลวดลายพรรณพฤกษาและปิดทองประดับกระจก บันไดทางขึ้นด้านหน้าทางเพียงหน้าด้านเดียว ราวบันไดเป็นรูปตัวมอมปูนปั้น ซึ่งเป็นสัตว์พื้นเมืองของล้านนาตามจินตนาการ กล่าวคือเป็นสัตว์พาหนะของเทพปัชชุนนะเทวบุตร ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งฝนในคติล้านนา มักปรากฏอยู่ในงานประติมากรรมประดับตามวัดทางภาคเหนือตอนบน
หลวงพ่อสมใจนึก เป็นพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ ประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัย ศิลปะสมัยล้านนาที่มีรูปแบบผสม ลักษณะโดยรวมเหมือนพระพุทธรูปแบบเชียงแสนสิงห์หนึ่ง มีขนาดหน้าตักกว้าง ๑.๙๐ เมตร สูง ๒.๒๐ เมตร ประดิษฐานอยู่ภายใน อุโบสถ มีพุทธลักษณะ คือ พระพักตร์ (ใบหน้า) กลมป้อม ทำให้องค์พระดูเปล่งประกายเหมือนมีรัศมีแผ่ออกมา พระขนง (คิ้ว) โก่งโค้งรับกับดวงพระเนตร พระนาสิก (จมูก) โด่งงามเป็นสัน พระตจะเนตร (หนังตา) ใหญ่ พระเนตร (ตา) ทอดพระเนตร ลงต่ำหย่อนเรียว พระโอษฐ์ (ปาก) แย้มเล็กน้อย (ยิ้มละไม) พระหนุ (คาง) เป็นปม เม็ดพระศก (เส้นผม) เป็นตุ่มนูนใหญ่ พระอุษณีษะ (ส่วนนูนบนพระเศียร) นูนใหญ่ พระเกศโมลี (เปลวรัศมี) เป็นทรงดอกบัวตูม พระกรรณ (หู) ยาน พระวรกาย (ร่างกาย) สูงโปร่ง พระอุระ (อก) อวบอ้วน นิ้วพระหัตถ์ (มือ) ไม่เสมอกัน ชายสังฆาฏิเขี้ยวตะขาบสั้นเหนือยอด พระถัน (เต้านม) ประทับเหนือฐานบัวคว่ำบัวหงายติดฐาน ด้านหลังองค์พระประธานเป็นรูปกวางคู่หมอบและมีธรรมจักรอยู่ตรงกลาง เพื่อใช้แทนความหมายของการแสดงพระธรรมเทศนา
ส่วนฝาผนังภายในอุโบสถประดับด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับภาพพุทธประวัติ นอกจากนี้หลวงพ่อสมใจนึกสามารถเปลี่ยนพระพักตร์ได้หลายแบบ เช่น หน้ายิ้ม บึ้ง ขรึม หรือน้ำตาไหล เป็นต้น เนื่องมาจากการหักเหของแสงไฟที่ส่องมากระทบบริเวณพระพักตร์ ถือว่าเป็นศิลปะภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่าของชาวล้านนา โดยสันนิษฐานว่าอาจสร้างในช่วงต้นถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑
พระเจดีย์องค์ใหญ่ อยู่บริเวณทางด้านทิศตะวันตกหรือด้านหลังของพระมหาวิหาร เป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนา ฐานเขียงเป็นสี่เหลี่ยมซ้อนกัน ๒ ชั้น ถัดไปเป็นชั้นเขียงย่อมุม ๒ ชั้น ฐานบัวคว่ำ–บัวหงาย ซ้อนกัน ๒ ชั้น มีการยืดท้องไม้ให้สูงขึ้นและย่อมุม ถัดขึ้นไปเป็นชุดบัวถลาในผังแปดเหลี่ยมซ้อนกัน ๕ ชั้น รองรับองค์ระฆัง จากนั้นถัดขึ้นไปเป็นบัลลังก์อยู่ในผังเพิ่มมุมไม้สิบสองขนาดเล็กวางเหนือองค์ระฆัง ปล้องไฉน ปลียอด ฉัตร และเม็ดน้ำค้างส่วนปลายสุด
กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานในประกาศกรมศิลปากร สิ่งสำคัญ คือพระบรมธาตุเชียงยืน และพระอุโบสถแปดเหลี่ยม อยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๖ ตอนที่ ๑๘๔ หน้า ๓๙๕๒ ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๒
วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ เป็นวัดที่มีแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ มีศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่สำคัญ อีกทั้งยังได้มาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ รวมถึงเป็นสถานที่ที่มีบรรยากาศเป็นธรรมชาติมีความร่มรื่นและเงียบสงบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมาพักผ่อนทำสมาธิ เพื่อเป็นการทำให้จิตใจสงบช่วยผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
ชุ่ม ณ บางช้าง. ประวัติวัดอุโมงค์. เชียงใหม่: พระสิงห์การพิมพ์, ๒๕๒๑.
ฐานข้อมูลจารึกแห่งประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). จารึกฐานพระพุทธรูปวัดอุโมงค์. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๙,
จาก: https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/image_detail/26670
ป.พิสณฑ์. และสงวน โชติสุขรัตน์. อดีตกาลแห่งลานนาไทย และตำนานเมืองโยนกนครชัยบุรีศรีเชียงแสน. เชียงใหม่: สงวนการพิมพ์, ๒๕๑๒.
“ประกาศกรมศิลปากร เรื่อง ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ ๙๖ ตอนที่ ๑๘๔. (๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๒): ๓๙๕๒.
เพนธ์, ฮันส์. และสำนักนายกรัฐมนตรี. คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย และจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ๒๕๑๙.
คำจารึกที่ฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๙.
สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะภาคเหนือ : หริภุญชัย-ล้านนา. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๘.
(จำนวนผู้เข้าชม 7 ครั้ง)