...

องค์ความรู้ : วัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวล้านนาไทย เรื่อง ตำนานวัดเชียงยืน เดชเมืองเชียงใหม่

พญามังราย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาพระองค์ที่ ๑ ในราชวงศ์มังราย และทรงเป็นปฐมกษัตริย์ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ และสถาปนาตำหนักคุ้มหลวงฯ ให้สร้างเป็นวัดแห่งแรก เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระศาสนา และพระราชทานนามอันเป็นมงคลว่า วัดเชียงมั่นคำว่า เชียงมั่น หมายถึง บ้านเมืองที่มีความมั่นคงซึ่งอยู่ในเขตกำแพงเมืองเมืองเชียงใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ศาสนามาโดยตลอด โดยอาณาจักรล้านนา ถือว่ามีความเจริญรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ซึ่งจากการปรากฏให้เห็นถึงพระพุทธรูปที่สำคัญ และวัดวาอาราม รวมถึงแหล่งโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปกรรม และสถาปัตยกรรม ที่มีอยู่ในเมืองเชียงใหม่อยู่เป็นจำนวนมาก

วัดเชียงยืน ตั้งอยู่นอกเขตกำแพงเมืองเมืองเชียงใหม่ คำว่า เชียงยืน หมายถึง บ้านเมืองที่มีความยั่งยืนในสมัยโบราณวัดนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งในคัมภีร์มหาทักษา พบว่า การวางผังสร้างเมืองมีวัดประจำทิศทั้งแปดที่สอดคล้องกับหลักชัยภูมิและความเชื่อทางโหราศาสตร์ โดยวัดเชียงยืน อยู่ด้านทิศเหนือหรือทิศอุดรเป็นทิศมงคลเนื่องจากหัวเวียงเชียงใหม่ได้อยู่ในทิศนี้ กล่าวคือ ทิศด้านนี้มีฐานะเป็นเดชเมืองเชียงใหม่ วัดเชียงยืน จึงถือว่าเป็นชื่อนามมงคลของนครเชียงใหม่ในสมัยอาณาจักรล้านนาและมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

อาณาจักรล้านนาในสมัยราชวงศ์มังราย มีความเชื่อเรื่องฤกษ์ดวงดาวนพเคราะห์ในทางวิชาโหราศาสตร์จะส่งผลต่ออาณาจักรล้านนาไม่ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ของทักษา ของกลุ่มดาวอัฐเคราะห์ หรือดาวพระเคราะห์ทั้งแปด ได้แก่ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ พฤหัสบดี ราหู และศุกร์ ดาวทั้งหมดถูกจัดเข้าระเบียบนำมาคำนวณกำหนดเป็นคุณและโทษไปตามลำดับของตำแหน่งทักษาเมืองเชียงใหม่ ได้แก่

                   บริวารเมือง คือ ทิศตะวันตก ตรงกับประตูสวนดอก

                   อายุเมือง คือ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ตรงกับแจ่งหัวลิน

                   เดชเมือง คือ ทิศเหนือ ตรงกับประตูช้างเผือก

                   ศรีเมือง คือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตรงกับแจ่งศรีภูมิ

                   มูลเมือง คือ ทิศตะวันออก ตรงกับประตูท่าแพ

                   อุตสาหเมือง คือ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตรงกับแจ่งก๊ะต้ำ

                   มนตรีเมือง คือ ทิศใต้ ตรงกับประตูเชียงใหม่

                   กาลกิณีเมือง คือ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตรงกับแจ่งกู่เฮือง

นอกจากนี้ยังมีหนึ่งประตูใช้สำหรับนำเอาศพที่อยู่ในเขตเมืองออกจากเมืองเชียงใหม่ คือ ประตูสวนปรุง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าประตูผี สำหรับศูนย์กลางของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเกตุเมือง คือ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

วัดเชียงยืนไม่ปรากฏหลักฐานในการสร้างที่แน่ชัด สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพญามังรายมหาราช มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นวัดคู่เมืองเชียงใหม่ที่อยู่นอกเขตกำแพงเมืองเมืองเชียงใหม่ เป็นอีกวัดหนึ่งที่สำคัญที่กษัตริย์ และแม่ทัพต้องมาทำการสักการะก่อนและหลังออกศึกสงคราม ในตำนานเมืองเชียงใหม่ได้กล่าวถึงวัดเชียงยืนในสมัยพญากือนา ว่าพระนางติโลกจุฑาเทวี ซึ่งพระองค์สนองพระเดชพระคุณเป็นนางสนมของพญาแสนเมืองมา และเป็นนางรับใช้คอยถวายงานแด่พระนางยสุนทราเทวี พระราชมารดาของพญาแสนเมืองมา โดยพระนางยสุนทราเทวีให้พระนางติโลกจุฑาเทวี นำเอาจังหันไปถวายพญาแสนเมืองมาที่วัดเชียงยืน

พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี) (๕๒ - ๕๔) “ทีนี้ จักกล่าวด้วยแม่เจ้าราชบุตรสามฝั่งแกนก่อนแล สำหรับนางผู้นี้เป็นเชื้อท้าว มีรูปโฉมอันงาม ยังเป็นสาวนางสนมอยู่ใช้สอยมหาเทวี แม่เจ้าแสนเมืองมา ยังมีในวันหนึ่ง นางผู้นั้นเอาผ้าเช็ดหน้ามหาเทวีออกตาก เห็นนกกระจอกตัว ๑ มาผ่านหน้านาง ๗ บาทย่าง ภายหลังนั้น มหาเทวีใช้ให้นางเอาจังหันไปถวายสวามีพุทธญาณวัดเชียงยืน นางบอกเหตุอันตนได้เห็นนกจอกเดินมาหานั้นแก่มหาสวามี จึงว่า ดูราอุบาสิกามึงอย่าบอกแก่ใคร มึงจักได้เป็นเทวีดังมหาเทวีบัดนี้ ไม่พลาดแล”

วัดเชียงยืน ยังได้ปรากฏชื่อในพงศาวดารโยนก ว่า วัดฑีฆชีวะวัสสาราม หมายถึง “อายุที่ยืนยาว ส่วนชินกาลมาลีปกรณ์ เรียกว่า วัดฑีฆายวิสารามในสมัยพญาแก้วภูตาธิปติราช (พญาแก้ว) หรือพระเจ้าติลกปนัดดาธิราช และพระนางสิริยศวดีเทวี ทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุลงในสถูปเจดีย์ เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๖๑

พระรัตนปัญญาเถระ (๑๔๑) แต่ก่อนหน้านี้ พระราชาพร้อมด้วยพระเทวีราชมารดา ทรงกระทำการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุใพระสถูปใหญ่ที่วัดฑีฆาชีวิตสาราม เมื่อวันพุธ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๓...”

ต่อมาพญาแก้วภูตาธิปติราช และพระนางสิริยศวดีเทวี เสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธียกฉัตรขึ้นประดิษฐานเจดีย์ที่วัดเชียงยืน เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๖๔

พระรัตนปัญญาเถระ (๑๔๓) “...ปีมะโรง จุลศักราช ๘๘๒ (พ.ศ. ๒๐๖๔) ฝ่ายพระราชากับ
พระราชมารดาได้โปรดให้จัดงานยกฉัตรมหาเจดีย์วัดฑีฆาชีวิตสาราม เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๗...”

ในอดีตเมื่อมีการทำพิธีราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ล้านนา จะมีการเสด็จเข้าเมืองทางประตูช้างเผือกหรือประตูหัวเวียง คือประตูอยู่ทางทิศอุดร เนื่องจากมีความเชื่อกันว่าเป็นทิศที่เป็นเดชเมือง จะทำให้เป็นผู้ที่มีอำนาจมากด้วยบารมี และความยั่งยืน หรือถ้าหากเกิดยามศึกสงครามที่จะต้องออกรบราข้าศึก เมื่อนำทัพกลับมาแล้ว พระมหากษัตริย์จะต้องมาเปลี่ยนเครื่องฉลองพระองค์ และทำพิธีสักการบูชาพระประธานในพระวิหารนามเป็นมงคลว่า “พระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง ก่อนที่จะเข้าทางประตูช้างเผือกเพื่อความเป็นสิริมงคลที่ยั่งยืนบันดาลให้พ้นจากภัยพิบัติอุปสรรคต่างๆ

จากตำนานเมืองเชียงใหม่ กล่าวถึงสมัยสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๘๙ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง เป็นพระประธานอยู่ภายในพระวิหาร ก่อนที่จะเข้าเมืองเชียงใหม่ทางประตูช้างเผือก

พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี) (๙๐) แรม ๖ ค่ำ วันพฤหัสบดี ไทปีชวด เจ้าแสนพิงไชยแก้ว หมื่นสามล้านอ้าย เจ้าแสนท้าวนันทคีรี เจ้าหมื่นหลวงพราน เจ้าหมื่นหลวงจ่าบ้าน เจ้าหมื่นหลวงพุทธ เจ้าหมื่นหลวงล่ามแขกญาณกิตติ ขุนหมื่น ขุนพัน นายสิบ ชั้นนอก ชั้นใน พร้อมกันเอาเครื่องราชูปโภคและฉัตรพัดยวดยาน ช้าง ม้า หอกดาบ เครื่องแห่เครื่องแหนทั้งมวล ออกไปต้อนรับเอาพระยาอุปโย อังคาสอัญเชิญเข้ามาถึงประตูโขงวัดเชียงยืน พระเป็นเจ้าถอดเครื่องทรงไว้ ทรงภูษาชุดขาวถือขันข้าวตอกดอกไม้เทียนเงินเทียนทองเข้าไปบูชาไหว้นบพระสัพพัญญูเจ้าวัดเชียงยืน ยามแตรค่ำไปไหว้พระแก้วยังหอ แรม ๗ ค่ำ ยามแตรค่ำไปไหว้มหาเจดีย์หลวง ปูเสื่อตั้งแต่วังไปถึงวัด พระยาก็ดำเนินไปจนถึงแล

เมื่อปีพ.ศ. ๒๓๓๘ สมัยพระเจ้ากาวิละ พระเจ้านครเชียงใหม่พระองค์แรกแห่งราชวงศ์ทิพย์จักร มาทำการสักการบูชาพระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง เจ้าก่อนที่จะเสด็จเข้าเมืองเชียงใหม่ หลังจากนั้นเมื่อเวลาอันเป็นมงคล จึงเสด็จเข้าเมืองทางประตูช้างเผือก ดังเช่นสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชทรงกระทำมาตั้งแต่ในอดีต

พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี) (๑๒๓-๑๒๔) เดือน ๖ ออก ๑๒ ค่ำวันพฤหัสบดี ยามรุ่งเช้า ท้าวก็เสด็จเข้ายั้งอยู่วัดบุพพารามตามบุพทำนองโบราณท้าวพระยาทั้งหลายที่เป็นมาแล้วแต่ก่อน ไม่อาจละเสียซึ่งประเพณี ก็ประทักขิณาวัตรเวียนไปทางทิศใต้ตาม ลำดับ ไปทางด้านตะวันตก ไปถึงวัดเชียงยืนด้านเหนือ พระเป็นเจ้าเข้าไปสักการบูชาพระพุทธรูปเจ้าวัดเชียงยืนแล้ว ถึงเพลายามแตรใกล้จักเที่ยง ท้าวก็ยกเอาหมู่ยศบริวารเข้าเวียงหลวงทางประตูช้างเผือกทิศหนเหนือ ให้ลัวะจูงหมาพาแทรกเข้าก่อน ไปสถิตสำราญนอนเชียงขวางหน้าวัดเชียงมั่นได้คืน ๑ ถึงวันหลังรุ่งเช้า ท้าวก็อาบองค์สรงเกศประดับ องค์เสวยข้าวน้ำโภชนาหารแล้ว ถึงกาละยามสายเป็นยามอุทธังราชา เสด็จเข้าสู่ไชยภูมิอันเป็นที่วังน้อยราชวังแห่งกษัตริยาธิราช อันเป็นแล้วในกาลเมื่อก่อนก็มีแล

ส่วนเจ้าอุปราช เจ้ารัตนหัวเมืองแก้วพระอนุชา และเจ้านายและขัติยวงศาทั้งมวลก็อยู่ในภูมิฐาน อันเป็นที่ควรแห่งตนก็มีนั้นแล”

พระวิหาร อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของพระบรมธาตุเชียงยืน เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงล้านนา ส่วนของหน้าบันเป็นไม้แกะสลักแบ่งเป็นช่องลูกฟักประดับลวดลายพรรณพฤกษา และรูปนกยูงรำแพนประดับบนหน้าบันวิหาร แสดงถึงความประณีตศิลป์เป็นอย่างสูงที่ช่วยเสริมความสง่างาม ความรักที่ยั่งยืน ความมั่งคั่งร่ำรวย และสะท้อนถึงความเชื่อเรื่องแสงสว่างแห่งปัญญา บานประตูลงรักปิดทองรูปทวารบาล ด้านหน้ามีราวบันไดปูนปั้นรูป มกรคายนาค คือ สัตว์ผสมระหว่างจระเข้กับพญานาค มีลำตัวยาวเหยียดคล้ายพญานาค แต่มีขายื่นออกมาจากลำตัว และส่วนหัวที่กำลังคายพญานาคออกมาจากปากจระเข้ เสาไม้ของพระวิหารเป็นทรง ๘ เหลี่ยม ทาสีแดงชาดเขียนลวดลายไทยบนเสาอย่างสวยงาม

พระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง ประดิษฐานภายในพระวิหาร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิราบวัสดุปูนปั้นปิดทอง ศิลปกรรมสมัยเชียงแสน ขนาดหน้าตัก ๓.๔๐ มีพุทธลักษณะพระพักตร์ (ใบหน้า) กลม แพระขนง (คิ้ว) โก่งโค้งรับกับดวงพระเนตร พระนาสิก (จมูก) ใหญ่ พระตจะเนตร (หนังตา) ใหญ่ พระเนตร (ตา) ทอดพระเนตรลงต่ำหย่อนเรียว พระโอษฐ์ (ปาก) แย้มเล็กน้อย (ยิ้มละไม) พระหนุ (คาง) เป็นปม เม็ดพระศก (เส้นผม) เป็นตุ่มนูนใหญ่ พระอุษณีษะ (ส่วนนูนบนพระเศียร) นูนใหญ่ พระเกศโมลี (เปลวรัศมี) เป็นแบบเปลวเพลิง พระกรรณ (หู) ยาน พระวรกาย (ร่างกาย) มีพระโสณี (สะโพก) พระอุระ (อก) มีทรวดทรง พระหัตถ์ (มือ) ขวาวางบนพระชงฆ์ (แข้ง) นิ้วพระหัตถ์ยาวไล่เลี่ยกัน ส่วนจิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ

ตามความเชื่อในสมัยล้านนาก่อนและหลังการออกศึกสงคราม ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์และแม่ทัพต้องมาทำการสักการะพระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง หรือเมื่อนำทัพกลับมาแล้ว พระมหากษัตริย์จะต้องมาเปลี่ยนเครื่องฉลองพระองค์ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลที่ยั่งยืน ด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ เดชอำนาจ และโชคลาภ นอกจากนี้ในปัจจุบันผู้ว่าราชการจังหวัด หรือข้าราชการที่มารับตำแหน่งในจังหวัดเชียงใหม่ และประชาชนทั่วไป ยังคงศรัทธาองค์พระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง และยึดถือปฏิบัติเป็นประเพณีสืบต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน

พระบรมธาตุเชียงยืน ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อปีพ.ศ. ๒๐๖๑ ในสมัยพญาแก้วภูตาธิปติราช (พญาแก้ว) และเมื่อปีพ.ศ. ๒๐๖๔ ได้ทำพิธียกฉัตรแล้ว ซึ่งสันนิษฐานในสมัยนั้นคงเป็นเจดีย์ทรงระฆังกลมแบบล้านนาที่มีชั้นบัวถลารองรับองค์ระฆังทรงกลม เป็นแบบเฉพาะของล้านนา ต่อมาได้มีการบูรณะองค์เจดีย์ในช่วงที่ล้านนาที่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่านานถึงสองร้อยกว่าปี โดยเฉพาะส่วนฐานที่ขยายใหญ่เป็นรูปทรงแปดเหลี่ยม ตั้งบนฐานแปดเหลี่ยมทรงสูง ยกเก็จทั้งสี่มุม ประดับลวดลายดอกไม้  มีกลีบบัวเหนือหน้ากระดานบน บริเวณมุมของฐานเจดีย์ประดับปูนปั้นสิงห์ขนาดใหญ่ ขนาบข้างซ้ายและขวาด้วยปูนปั้นสิงห์ขนาดเล็ก เพื่อทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครององค์เจดีย์ อันเป็นลักษณะเด่นของเจดีย์ที่ได้รับอิทธิพลจากทางศิลปะพม่า รวมถึงมีรูปปูนปั้นเทวดานั่งพนมมือประจำทั้งสี่ทิศ องค์ระฆังอยู่ในผังแปดเหลี่ยมมีประดับรัดอก เหนือขึ้นไปมีบัลลังก์ ก้านฉัตร บัวฝาละมี ปล้องไฉน ปลียอด และฉัตรยอดเจดีย์ตามลำดับ ในปัจจุบันได้ประดับตุงกระด้างเป็นพุทธบูชาด้านหน้าของพระบรมธาตุเชียงยืน

พระอุโบสถแปดเหลี่ยม อยู่ติดกับถนนสนามกีฬา บริเวณพื้นที่ด้านหน้าหน้าโรงเรียนวัดเชียงยืน เป็นอาคารสถาปัตยกรรมก่ออิฐถือปูนแปดเหลี่ยมศิลปะล้านนาผสมศิลปะพม่าที่งดงาม มีหลังคากระเบื้องดินขอ (กระเบื้องมุงหลังคาของชาวล้านนา) ซ้อนกันสามชั้น เชิงชายเป็นไม้ฉลุลวดลายแบบขนมปังขิง ซุ้มประตูซ้อนย่อส่วนสี่ชั้น ช่องกลางซุ้มประตูประดับปูนปั้นลวดลายพรรณพฤกษา เหนือกรอบหน้าต่างประดับปูนปั้นรูปนกยูง สร้างโดยรองอำมาตย์เอก หลวงโยนะการพิจิตร (ปันโหย่ อุปะโยคิน)

กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานในประกาศกรมศิลปากร สิ่งสำคัญ คือ พระบรมธาตุเชียงยืน และพระอุโบสถแปดเหลี่ยม อยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๖ ตอนที่ ๑๔๕ หน้า ๒๙๕๒ ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๒

วัดเชียงยืน เคยเป็นที่ประทับของพระอภัยสารทะ สังฆปาโมกข์ ปฐมสังฆราชาเมืองนครเชียงใหม่ จึงถือว่าเป็นอีกวัดหนึ่งที่อยู่คู่เมืองเชียงใหม่มายาวนาน และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ รวมถึงโบราณสถานที่งดงามอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ทั้งนี้ตามความเชื่อของคนล้านนาในอดีตหากมีเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่หรือรับตำแหน่งใหม่ มักจะมาทำการสักการบูชาพระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง เพื่อเป็นสิริมงคลที่ยั่งยืนยาวนาน และเสริมสร้างความมั่นใจในการประกอบกิจการใหม่ให้สำเร็จลงด้วยดี

เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

แหล่งอ้างอิง :

ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา.  พงศาวดารโยนก.  กรุงเทพฯ: บุรินทร์การพิมพ์, ๒๕๑๖.

พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี).  ตำนานเมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๕๐.

พระรัตนปัญญาเถระ.  ชินกาลมาลีปกรณ์.  แปลโดย แสง มนวิทูร, ร.ต.ท.  พระนคร: กรมศิลปากร, ๒๕๐๑.

อนุสารสุนทรกิจ, หลวง.  ภาพถ่ายฟิล์มกระจก เมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้นท์, ๒๕๖๒.

(จำนวนผู้เข้าชม 9 ครั้ง)


black ribbon.