...

เศียรพระพุทธรูปหินทราย
เศียรพระพุทธรูปหินทราย
ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕
ได้จากแหล่งโบราณคดีบ้านดงสิงห์ อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด
จัดแสดง ณ โซนวัฒนธรรมทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด
เศียรพระพุทธรูปสลักจากหินทราย แบบลอยตัว ขนาดสูง ๓๖.๕ เซนติเมตร พระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยม ชำรุดเหลือเพียงส่วนพระขนงและพระเนตร พระขนงเป็นเส้นหยักโค้งต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเนตรโปนเหลือบต่ำ ขมวดพระเกศาขนาดใหญ่มาก
แม้ว่าเศียรพระพุทธรูปองค์นี้จะชำรุดไม่สมบูรณ์ หากลักษณะที่ปรากฏนั้น สามารถกำหนดอายุสมัยว่าสร้างขึ้นในสมัยทวารวดี ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ (ประมาณ ๑,๑๐๐-๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว) โดยลักษณะที่นำกำหนดอายุได้คือ พระขนงที่ต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเนตรโปน และมีขมวดพระเกศาขนาดใหญ่ อันเป็นพุทธลักษณะของพระพุทธรูปสมัยทวารวดี แต่รูปแบบดังกล่าวนี้ก็มีความแตกต่างจากพระพุทธรูปสมัยทวารวดีภาคกลางอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจเกิดจากการผสมผสานระหว่างศิลปะทวารวดีแบบภาคกลางและลักษณะเฉพาะแบบท้องถิ่น จนเกิดเป็นลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของศิลปะทวารวดีในภาคอีสาน
นอกจากพระพุทธรูปองค์นี้ ในพื้นที่ที่ห่างจากบ้านดงสิงห์ไปเพียง ๓๐ กิโลเมตรยังมีเมืองโบราณสมัยทวารวดีอีกเมืองหนึ่งคือ เมืองฟ้าแดดสงยาง ซึ่งพบพระพุทธรูปสลักหินสมัยทวารวดีรูปแบบและขนาดใกล้เคียงกันอีกองค์หนึ่ง (ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่วัดข้าวหลาม อำเภอกมลาไสย) แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในเชิงพื้นที่ระหว่างแหล่งโบราณคดีบ้านดงสิงห์และเมืองฟ้าแดดสงยาง ซึ่งเป็นเมืองในกลุ่มวัฒนธรรมเดียวกัน
จากหลักฐานการพบพระพุทธรูปสลักหิน ศิลปะทวารวดีในภาคอีสาน ที่บ้านดงสิงห์ อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด แสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้น่าจะเคยเป็นชุมชมสมัยทวารวดี แต่มีอายุหลังจากสมัยทวารวดีในภาคกลาง เนื่องจากรูปแบบพระพุทธรูปเริ่มพัฒนามาเป็นรูปแบบท้องถิ่น แตกต่างจากพระพุทธรูปทวารวดีในภาคกลางแล้ว โดยรูปแบบพระพุทธรูปดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองทวารวดีในอีสาน ที่ใกล้เคียงกันอย่างเมืองฟ้าแดดสงยางด้วย
บรรณานุกรม
กรมศิลปากร. (๒๕๔๑). เมืองร้อยเอ็ด. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. (๒๕๕๘). ทวารวดีในอีสาน. กรุงเทพฯ : มติชน.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. (๒๕๖๒). ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. นนทบุรี : เมือง

(จำนวนผู้เข้าชม 2 ครั้ง)


black ribbon.