นายฮ้อย
นายฮ้อย เป็นภาษาอีสานที่ใช้เรียกพ่อค้าท้องถิ่นสมัยก่อน ที่มีทำการเกษตรเป็นหลักและค้าขายเป็นอาชีพรองลงมา รูปแบบการค้ามีทั้งแบบแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งของและเงินตรา หากใช้เงินตราจะนิยมใช้เหรียญเป็นตัวกลาง เมื่อได้เงินมานายฮ้อยจะเก็บเงินโดยใส่ถุงผ้าขนาดเล็กพอเหมาะกับเหรียญ ที่เรียกว่า “ถุงไถ่” และเอาถุงไถ่นี้ร้อยเป็นพวงสอดเข้าแขนบ้าง พันรอบเอวบ้าง หรือคล้องคอม้าบ้าง จึงเป็นที่มาของการเรียกพ่อค้าว่า “นายร้อย” แต่ชาวอีสานออกเสียง “ร” เป็น “ฮ” จึงเรียกว่า “นายฮ้อย
การค้าสมัยนั้นมีทั้งการค้าขายภายในท้องถิ่น คือการค้าขายระหว่างชุมชนหรือจังหวัดในภาคอีสานด้วยกัน ใช้เวลาเดินทางไปค้าขายไม่นาน สินค้าหลักเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เกลือ ฝ้าย ไหม ครั่ง แก่นคูณ หวาย ไต้ ข้าว ของป่า และการค้าข้ามภูมิภาค คือเดินทางจากดินแดนที่ราบสูงทางภาคอีสานลงสู่ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเสร็จสิ้นการค้าขาย สินค้าหลักเป็น วัว ควาย และของป่า
เมื่อเดินทางไปค้าขาย นายฮ้อยคือหัวหน้าคุมกองเกวียน ที่ต้องเดินทางไกล และผ่านเส้นทางที่ไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน ผู้ที่เป็นนายฮ้อยต้องมีประสบการณ์เรื่องเส้นทางที่จะไปค้าขายเป็นอย่างดี รู้จักแหล่งน้ำสำหรับพักฝูงวัวควาย รู้จักเส้นทางที่ปลอดภัยปราศจากโจรและมีวิชาป้องกันตัว ทั้งการใช้อาวุธและคาถาป้องกันภูตผีปีศาจ นอกจากนี้ต้องมีทักษะด้านการค้า เจรจาต่อรอง หรือสามารถพูดภาษากลางและอ่านหนังสือได้
การเดินทางค้าขายแบบกองคาราวานเกวียนของเหล่านายฮ้อยสะดวกขึ้น เมื่อมีเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ – นครราชสีมา ซึ่งใช้เวลาเดินทางเพียง ๑๐ ชั่วโมง จากเดิมที่ใช้เกวียนเดินทางประมาณ ๒๐-๓๐ วัน นายฮ้อยวัวควายจึงไม่ต้อนฝูงวัวควายเดินเท้าไปถึงภาคกลางอีกต่อไป แต่ต้อนไปขึ้นรถไฟที่นครราชสีมา เพราะสะดวกกว่า ปลอดภัยจากโจรผู้ร้าย และย่นระยะเวลาในการเดินทาง สัตว์ไม่เหนื่อยจากการเดินทางมากเกินไป จากนั้นใช้รถไฟบรรทุกวัวควายจากโคราชลงสู่ภาคกลางอีกต่อหนึ่ง
ต่อมามีการตัดถนนมิตรภาพเข้าสู่จังหวัดนครราชสีมา พ่อค้าจากส่วนกลางเข้ามารับซื้อสินค้าในท้องถิ่นได้สะดวก การค้าขายจึงขยายตัวสู่ภาคอีสานมากขึ้น ประชาชนนิยมใช้รถยนต์และรถไฟเป็นพาหนะแทนการการใช้เกวียนและเดินเท้าแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ตลาดค้าวัวควายได้เปลี่ยนไป จากแต่เดิมขายให้ชาวนาในภาคกลางเพื่อทำนา เปลี่ยนมาขายให้กับโรงฆ่าสัตว์ในเมือง เพราะชาวนาหันมาใช้เครื่องจักรมากขึ้น ความต้องการวัวควายเพื่อใช้แรงงานจึงลดลง นายฮ้อยส่วนใหญ่จึงกลับมาทำนาทำไร่แบบเดิม
ปัจจุบันการค้าถูกเปลี่ยนมือจากพ่อค้าท้องถิ่นอีสานไปอยู่ในมือพ่อค้าเชื้อสายจีน และการค้าขายวัวควายเปลี่ยนรูปแบบไปเป็น “ตลาดนัดโคกระบือ” ที่ใช้แลกเปลี่ยนค้าขายระหว่างพ่อค้าท้องถิ่นและพ่อค้าต่างถิ่น แทนการไล่ต้อนไปขายดังแต่ก่อน
บรรณานุกรม
ศรีศักร วัลลิโภดม. “การค้ากับการเกิดของรัฐในประเทศไทย,” เมืองโบราณ ปีที่ ๑๐ ฉบับ ๒ (เมษายน-มิถุนายน), ๒๕๑๙. ๙.
สุนทร สุรวาทกุล. รายงานการวิจัยเรื่องนายฮ้อย : พ่อค้าท้องถิ่นอีสานกับบทบาทการค้าในอดีต พ.ศ.๒๓๙๘-๒๕๐๔, ร้อยเอ็ด : ศูนย์วัฒนธรรมโรงเรียนปทุมรัตต์พิทยาคม, ๒๕๓๔.
สุภาภรณ์ จินดามณีโรจน์, “นายฮ้อยเกลือและนายฮ้อยวัวควายแห่งดินแดนที่ราบสูงโคราช.” คน-ของ-ท้องถิ่น : เรื่องเล่าสยามใหม่จากมุมมองของชุมชน, กรุงเทพฯ : วาย ซีเอช มีเดีย,๒๕๕๕ , ๑๑๗.
สุวิทย์ ธีรศาศวัต, “การค้าวัวควายในลุ่มแม่น้ำชีตั้งแต่ทศวรรษ ๒๔๗๐ ถึงปัจจุบัน.” รวมบทความประวัติศาส
(จำนวนผู้เข้าชม 14 ครั้ง)